จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

"อาร์ดวาร์ก" เกิดใหม่

"อาร์ดวาร์ก" เกิดใหม่
สวนสัตaarkvard สัตว์เลี้ยงสัตวแพทย์ว์แห่งเมืองดีทรอยต์ (Detroit Zoo) ในสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่ภาพ "อาร์ดวาร์ก" (aardvark)
เกิดใหม่ โดยตั้งชื่อเป็นภาษาแอฟริกาตะวันตก ตามถิ่นกำเนิด
ของสัตว์ชนิดนี้ นามว่า "อมานี" (แปลว่า สันติภาพ)

อาร์ดวาร์กน้อยตัวนี้ เกิดเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 51 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถระบุเพศได้ ต้องรอผลทดสอบทางดีเอ็นเอเสียก่อน

ทั้งนี้ ตัวอาร์ดวาร์ก เป็นสัตว์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ที่หากินเวลากลางคืน กินมดและปลวกเป็นอาหาร มีลิ้นยาวมาก อุ้งเท้าแข็งแรงและหูยาว ตามธรรมชาติแล้วเชื่องช้า แถมยังสายตาไม่ดี จึงทำให้สัตวแพทย์ประจำสวนสัตว์ต้องแยกเจ้าอมานีออกไปฟูมฟักเป็นพิเศษเสีย ก่อน
aarkvard สัตว์เลี้ยงสัตวแพทย์
เมื่อเติบใหญ่แล้ว อาร์ดวาร์กจะมีน้ำหนัก 40 - 70 กิโลกรัม ซึ่งเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกนี้มีน้ำหนักเพียงแค่ 1.5 กิโลกรัม

"อาร์ดวาร์ก" เป็นสัตว์พื้นเมืองของแอฟริกา ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า "เอิร์ธพิก" (earth pig) แม้จะสายตาไม่ดีตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่หูของอาร์ดวาร์กนั้นมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง พวกมันหาอาหารซึ่งก็คือแมลงด้วยการฟังเสียง จากนั้นก็ตวัดลิ้นอันยาว (บางตัวยาวถึง 1 ฟุตเลยทีเดียว) เพื่อจับแมลงมากิน

อย่างไรก็ดี แม้ว่า "อาร์ดวาร์ก" จะมีหน้าตาเหมือนตัวกินมด (Anteater)
แต่ก็เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ร่วมไฟลั่มเดียวกัน (Phylum: Chordata ) แต่ไม่ได้ร่วมอันดับหรือตระกูลเดียวกันแต่อย่างใด.

aarkvard สัตว์เลี้ยงสัตวแพทย์aarkvard สัตว์เลี้ยงสัตวแพทย์
ขอบคุณ manageronline

'บอลไพธ่อน' งูตำนานกรีก

'บอลไพธ่อน' งูตำนานกรีก

'บอลไพธ่อน' งูตำนานกรีก วัยรุ่นฮิตเลี้ยงในคอนโดและหอพัก

“...ผม แอบเลี้ยง...งูบอลไพธ่อน มาได้ถึง 2 ปีครึ่ง แล้ว มันน่ารัก..ไม่งอแง กินหนูขาว เป็นอาหาร ทั้งแช่แข็ง และ หนูเป็นๆ พอดี คุณแม่รู้...ด่ามากกๆๆเลย...”

...ต้องการขายให้คนที่รักสัตว์เลี้ยงประเภทนี้ ราคาตัวละ 2,300 บาทครับ...!!!

ข้อความข้างต้น คือ การประกาศขาย สัตว์เลี้ยงในเว็บไซต์เกี่ยวกับ สัตว์เลื้อยคลาน เมื่อลองคลิ๊กเข้าไปดูข้อมูลสัตว์แปลกๆต่างๆมากมาย...

และเมื่อลองสืบค้น ประวัติของ งูบอลไพธ่อน พบว่า ในตำนานกรีกโบราณ เทพซูส...ได้ปฏิพัทธ์เสน่หา นางแลโตนา ทำให้ เจ้าแม่ฮีรา เกิดความหึงหวงจึงกลั่นแกล้งด้วยการส่ง งูบอลไพธ่อน ที่เลี้ยงไว้ไปตามรังควาญ นางจึงต้องอุ้มครรภ์หนีซอกซอนไปจนถึง เกาะดีลอส (Delos)

งูpythonสัตวแพทย์สัตว์เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน

เทพโปเซดอน มีความสงสารบันดาลให้เกาะน้อยผุดขึ้นในทะเล เพื่อให้นางได้ประสูติ เทพอพอลโล กับ เทพอาร์เตมิส บนเกาะนั้น ทันทีที่ประสูติจากครรภ์มารดา เทพอพอลโล ก็จับงูบอลไพธ่อนฆ่าเสีย ได้รับการขนานนามว่า ไพธูส แปลว่า “ผู้ประหารบอลไพธ่อน”...นั่นคือตำนานของงูตัวนี้

งูบอลไพธ่อน เรียกอีกชื่อว่า ไพทอล Python regius หรือ Royal Python ฝั่งทวีปอเมริกาเรียกว่า Ball Python ซึ่งในเมืองไทยเราก็เรียกชื่อเดียวกัน ถิ่นกำเนิดใน อาฟริกาตะวันตก จนถึง อูกานดา อยู่ในบริเวณป่าเปิดจนถึง ทุ่งซาวันนา

ลักษณะทั่วไป เป็นงูที่มีรูปร่างค่อนข้างสั้น ขนาดจะไม่เกิน 1.2 เมตร เมื่อโตเต็มที่ ปกติจะมี สีน้ำตาลทางด้านหลัง มีจุดขาวเทาหรือเหลืองทางด้านข้างลำตัว แถบสีเหลืองจากส่วนปลายจมูกยาวถึงบริเวณส่วนคอ ส่วนเส้นเหลืองจากปลายปากพาดตา และบริเวณใต้ท้องสีเหลือง

อุปนิสัยจัดเป็น งูที่เรียบร้อยไม่ดุร้าย มีพฤติกรรมต่างกับงูอื่นๆตรงที่ในการป้องกันตัว ไม่ค่อยใช้ฉกจู่โจมหรือการกัด แต่จะใช้ การขดตัว เป็นเสมือน ลูกบอล แทน...ดังชื่อของมัน

การสืบพันธุ์จะกระทำในช่วงใบไม้ผลผลิ หรือ หลังจากอากาศหนาวผ่านไป มักเป็นช่วงปลายปี โดยตัวผู้จะเลื้อยคลอเคลียกับตัวเมียไปทางด้านข้าง ใช้หางเขี่ยคลอเคลียไปบนหลังตัวเมีย มีการใช้เทคนิค นวดตัวเมียโดยใช้สเปอร์และปลายหาง เมื่อเป็นที่ถูกใจตัวเมียจะม้วนหางขึ้นเพื่อให้ตัวผู้ได้ผสมพันธุ์

จาก นั้น 1-4 เดือนต่อมา ตัวเมียจะออกไข่ ประมาณ 5-8 ฟอง ในการกกไข่ ตัวเมียทำหน้าที่เพียงป้องกันไข่ ไม่ได้ใช้การสั่นของกล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นไข่หรือให้ความอบอุ่น ในขณะที่เป็นลูกงูนั้น การลอกคราบจะถี่มากช่วงปีแรกเฉลี่ยเดือนละครั้ง ขึ้นอยู่กับอาหารหากกินมากก็จะลอกคราบถี่

ประเทศไทยมีการนำเข้ามาเพาะเลี้ยงเป็น สัตว์เลี้ยง นานกว่า หลายสิบปีแล้ว โดยกลุ่มผู้เลี้ยงมักจะเป็นวัยรุ่นหรือ นักศึกษา ที่อาศัยอยู่ตาม คอนโด หรือ หอพัก ที่ไม่มี การควบคุมงูpythonสัตวแพทย์สัตว์เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานดูแล อย่างเข้มงวด ปัจจุบันมีการเพาะพันธุ์เพื่อให้เกิดลวดลายตามลำตัวและสีสันใหม่ๆที่น่าสนใจ ทำให้บางตัวมีสนน ราคาแพงถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว...!!! สำหรับข้อมูลในการเลี้ยงงูบอลไพธ่อน ควรเลี้ยงไว้ในกล่องพลาสติกให้มีความยาว 1 เท่าของตัวงู มีการช่องระบายอากาศ ให้น้ำไว้ในถ้วย โดยการเปลี่ยนทุกวัน เพราะงูมักจะชอบขับถ่ายใส่น้ำบ่อยๆ ให้อาหารจำวพกหนูขาวหรือหนูถีบจักร สัปดาห์ละครั้ง

การดูแลทั่วไป ก็ แค่เพียงนำออกมาอุ้มเล่นทุกๆวัน เพื่อให้ถูกแดดบ้างในช่วงเวลาเช้า โดยเฉลี่ย วันละประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อความคุ้นเคย ยกเว้น อย่าอุ้มตอนที่งูอิ่มๆ และช่วงที่ เข้าคราบ

จากนั้นจึงเก็บไว้ใน กล่องเหมือนเดิม การทำความสะอาดทันทีเมื่อเห็นงูขับถ่ายออกมา เก็บคราบของงูที่ลอกแล้วไปทิ้ง อย่าปล่อยเอาไว้ในที่เลี้ยงงูเพราะอาจ หมักหมมเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ได้

เท่าที่กล่าวมานี้ ใครสนใจจะเลี้ยงงูบอลไพธ่อน...ก็ควร ต้องศึกษาประวัติชีวิต มันเสียก่อน...ที่สำคัญควรบอกผู้อยู่ใกล้ชิดกับท่านด้วยว่า...พร้อมหรือไม่ ...???

ไชยรัตน์ ส้มฉุน


*อันนี้เจ้าของกระทู้ก้อเลี้ยงตัวนุง ซื้อมาตัวละ 1000 บาทเอง ^///^"*

เต่าญี่ปุ่น

เต่าญี่ปุ่น

เต่าแก้มแดง

ชื่อสามัญ เต่าแก้มแดง

เต่าญี่ปุ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ Red-eared Slider

ถิ่นกำเนิดจากแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ สหรัฐอเมริกา(หาได้มาจากประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด)

อายุ เท่าที่มีการจดบันทึก มีอายุถึง ๓๐ ปี

แต่ ก่อนประเทศญี่ปุ่นนำเข้าเต่าชนิดนี้จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อมาขายเป็น สัตว์เลี้ยงในประเทศตน และมีการขายต่อกันมาเป็นทอด ๆ กระจายกันไปทั่วทวีป เอเชีย จึงเข้ามาสู่บ้านเราได้ด้วยประการนี้ แต่ละปีทั่วโลกจะซื้อหาเต่า แก้มแดงเพื่อการเป็นสัตว์เลี้ยงมากมายหลายล้านตัว โดยฟาร์มที่เพาะพันธุ์ ขนาดใหญ่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนในประเทศไทยก็สามารถเพาะพันธุ์ได้ เช่นกัน แต่ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงต้องนำเข้าเป็นส่วน ใหญ่

หางาน สัตวแพทย์ รักษา สุนัข แมว ชูการ์ สัตว์เลี้ยงป่วยเต่าแก้มแดง เป็นเต่าที่อาศัยอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก เราจึงเรียกว่า เต่าน้ำ
ทั้งมีสรีระร่างกายที่เอื้อประโยชน์ต่อการมีชีวิตอยู่ในน้ำอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้วเท้า เพื่อช่วยในการว่ายน้ำ
หนังตาใส ๆ ไว้ปิดตาเมื่อดำน้ำคล้ายหน้ากากกันน้ำ เป็นต้น

ตอนเล็กๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเท่าลูกปิงปอง

454fm4xa77 เลือกซื้ออาหารเฉพาะสำหรับเต่าน้ำ ( Aquatic turtle) อย่า ลืมนะครับว่า คุณภาพอาหารและราคานั้นไปในทิศทางเดียวกัน และถ้าจะให้ ดี เลือกอาหารที่มีฉลากแปะข้างขวด เป็นภาษาที่ท่านสามารถอ่านได้นะ ครับ เพราะเราจะเข้าใจส่วนประกอบของสารอาหารและทราบวันหมดอายุอีกด้วย
เสริมเรื่องอาหาร จาก ที่ได้ศึกษาในเว็บบอร์ดแห่งนี้ ควรเสริมด้วยอาหารจำพวกเนื้อเพิ่มและผักเข้า ไปด้วยครับนอกจากอาหารเม็ด เช่น กุ้งฝอย อาหารปลาดุก ... และอื่นๆ

การเตรียมสถานที่เลี้ยง เรา ทราบแล้วว่าเขาเป็นเต่าน้ำมาจากแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ ก็ควรจะเลี้ยงในสภาพ กึ่งธรรมชาติ เพราะเต่าต้องการพื้นที่ว่ายน้ำ , พื้นที่สำหรับขึ้นมากิน อาหารบวกกับการพักผ่อนบนบก และพื้นที่สำหรับการขึ้นมาตากแดดเพื่อสุขภาพที่ ดี กระผมขอแนะนำให้ใช้ตู้เลี้ยงปลาหรือบ่อธรรมชาติกลางแจ้ง ที่มีพื้นที่ แห้งและบ่อน้ำขนาดเล็ก แต่ต้องเพียงพอรองรับการเติบโตในอนาตคได้ ด้วย เพราะเต่าแก้มแดงเมื่อโตเต็มที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระดองไม่ต่ำ กว่า ๓๐ เซนติเมตรหรือ ๑ ฟุตทีเดียว ส่วนความสูงของขอบบ่อหรือตู้ปลาก็ไม่ ควรจะต่ำกว่า ๓๐ เซนติเมตร เพราะเต่าแก้มแดงปีนเก่งมาก

แยกเพศด้วยการสังเกตตาเปล่า
มี จุดให้สังเกตดังนี้ จุดแรก เล็บที่ขาหน้า เต่าตัวผู้จะมีเล็บยาวมากกว่า ในตัวเมีย ด้วยเพราะต้องใช้ในการเกาะด้านข้างของกระดองตัวเมียเพื่อการผสม พันธุ์ จุดที่สอง รูปทรงกระดอง เมื่อนำมาวางเปรียบเทียบกัน จะพบว่า กระดองของเต่าตัวเมียจะมีขนาดใหญ่และกว้างกว่าตัวผู้ เพราะต้องคอยรับการ ขึ้นขี่หลังของตัวผู้ระหว่างขั้นตอนการผสมพันธุ์ จุดสุดท้าย หางของเต่า ตัวผู้จะยาวและเรียวกว่าเต่าตัวเมียมาก

แยกเพศขณะยังเล็กๆ
ก็ขอให้ท่านดูที่หางเป็นหลัก เพราะถ้านำมาเปรียบเทียบกัน
จะพบว่าตัวผู้จะมีหางยาวกว่าตัวเมียเล็กน้อย

เสริมเรื่องการแยกเพศขณะยังเล็ก ไม่แน่ใจข้อมูลเชื่อถือได้หรือเปล่า
ทางเจ้าของร้านบอกให้ดูบริเวณใต้ท้อง ตัวเมียจะมี ส่วนเว้าที่มากกว่า ให้เอานิ้วลูบดู
*** จริง - เท็จ แค่ไหน แจ้งด้วยครับ ***

โรคภัยไข้เจ็บและความผิดปกติต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยในเต่าแก้มแดง

ตาเจ็บและบวม จาก ภาวะขาดวิตามิน เอ พบได้บ่อย ๆ ในเต่าแก้มแดงอายุน้อยที่เราเพิ่งซื้อมา เลี้ยงได้ประมาณ ๓ – ๔ เดือน และให้กินแต่อาหารเม็ดเท่านั้น เต่าจะใช้ วิตามินเอซึ่งสะสมอยู่ในตับจนหมด โดยเต่าจะซึมไม่ค่อยกินอาหาร จากนั้นตา ก็จะเริ่มบวมปิด พบฝ้าขาวในช่องปาก ไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือว่ายน้ำ ท่าน เจ้าของกรุณานำเจ้าเต่าน้อยไปพบสัตวแพทย์ เพื่อทำการฉีดวิตามินให้สัปดาห์ ละครั้ง ติดต่อกันสัก ๒ -๓ สัปดาห์ก็จะดีขึ้น ส่วนการป้องกันทำได้โดยผสม วิตามิน เอ ชนิดแคปซูลลงไปในอาหารเม็ดสำหรับเต่าบ้าง หรือบางท่านก็ให้ตับ ต้มกับเต่าเป็นอาหารเสริมครับ

จุดหนองสีเหลืองกระจายตามตัว ซึ่ง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ภาวะนี้ก็เช่นเดียวกันที่พบใน เต่าเล็ก ส่วนใหญ่พบหลังเพิ่งซื้อมาไม่เกินหนึ่งเดือน เต่าจะไม่กิน อาหาร , นอนซึม ,ไม่ว่ายน้ำ , มีจุดหนองสีเหลืองกระจายตามตัวยกเว้นส่วน กระดอง ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน เพราะมีหลายตัวที่มารักษาไม่ทัน เสียชีวิตไปเสียก่อน สาเหตุเกิดจากการเลี้ยงเต่าที่แออัดเกินไป , น้ำที่ ใช้เลี้ยงสกปรก รวมถึงการให้อาหารที่ไม่ถูกต้องด้วยครับ

เนื้อตัวบวมออกมาจากกระดอง เพราะ ได้รับโปรตีนมากเกินไป หลาย ๆ ท่านคงเคยพบภาวะนี้ แต่เรามักคิดว่าเต่า อ้วน ซึ่งความจริงแล้ว ไอ้ที่ป่อง ๆ ออกมานั้นมิใช่ไขมัน แต่เป็นของเหลว ใส อันเนื่องมาจากภาวะท้องมานและไตวาย โดยปกติการให้อาหารจำพวกโปรตีนแก่ เต่าเล็ก ๆ นั้นเป็นเรื่องดี แต่บางครั้งมันมากเกินไปจนทำให้ไตทำงานหนัก เกินไปจนสูญเสียหน้าที่ได้ ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นได้ง่ายแต่แก้ไขได้ยาก ครับ

กระดองบิดผิดรูป มาจากการขาดแคลเซียมและแสง แดด ท่านทราบหรือไม่ว่าองค์ประกอบของการสร้างกระดองและโครงกระดูกของเต่า นั้น ประกอบด้วย แคลเซี่ยมที่เพียงพอจากอาหาร , วิตามินดีที่เพียงพอและ แสงแดดอย่างสม่ำเสมอ ถ้าองค์ประกอบดังกล่าวเหล่านี้ขาดหรือบกพร่องไป ก็จะ ส่งผลอย่างแน่นอน ดังเช่นหลายท่าน เลี้ยงเต่าแก้มแดงไว้ในห้องหรืออยู่แต่ ภายในบ้าน และก็ให้อาหารเม็ดแต่อย่างดียว นำไปตากแดดบ้างบางครั้ง เต่าก็ สามารถเติบโตได้ แต่รูปทรงกระดองก็จะไม่สวยงามตามสายพันธุ์ ส่วนใหญ่จะพบ ว่าขอบกระดองบิดขึ้นด้านบน , แขนขาโค้งงอ บางตัวถึงขั้นกระดองบิดจนกระดูก สันหลังบิดไปด้วย สองขาหลังจึงใช้ไม่ได้และเป็นอัมพาตในที่สุด ทางที่ดี ที่สุดคือการป้องกัน ด้วยการให้อาหารที่ถูกต้องและนำเต่ามาตากแดดอย่างสม่ำ เสมอ โดยเราจะสังเกตว่า เต่าที่เลี้ยงในบ่อกลางแจ้งจะไม่พบปัญหานี้เลย ครับ

กัดทะเลาะกันเป็นแผลตามตัว อันนี้ถือเป็น เรื่องปกติ แต่ส่งผลถึงขนาดของสถานที่เลี้ยงว่าไม่เพียงพอต่อจำนวนเต่าหรือ คับแคบเกินไปนั่นเอง ส่วนแผลต่าง ๆ ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์นะ ครับ

บทความสุดท้ายจากคุณหมอ
สุดท้ายขอให้ท่านโปรดจำไว้ ว่า เต่าแก้มแดงนี้เป็นสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือไม่ใช่เต่าของไทยนั้น เอง เพราะฉะนั้น เมื่อท่าน ๆ ซื้อหามาเลี้ยงแล้ว ขอได้โปรดเลี้ยงเขาไป จวบจนสิ้นอายุขัย หรือจะเปลี่ยนเจ้าของก็ได้ แต่ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงตลอด ไป เพราะถ้าท่านนำเต่าแก้มแดงไปปล่อยตามแหล่งน้ำตามธรรมชาติของไทย จะทำ ให้เกิดการสูญเสียสมดุลย์ทางธรรมชาติอย่างมาก เพราะเต่าแก้มแดงเป็นเต่าที่ ปรับตัวได้ดีมาก สามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ของประเทศไทย เพราะ ฉะนั้นจึงสามารถเบียดเบียนพื้นที่การหากินและวิถีชีวิตของเต่าพื้นเมืองของ ไทย ไม่ว่าจะเป็นเต่าบึงหัวเหลือง , เต่าบัวและเต่าหับ เป็นต้น ในระยะ ยาวอาจส่งผลให้เต่าพื้นเมืองของบ้านเราสูญพันธุ์ไปก็ได้ครับ

"ไซเชเดลิกา" ปลาหน้าตาเหมือนกบ สปีชีส์ใหม่ในทะเลอินโด

"ไซเชเดลิกา" ปลาหน้าตาเหมือนกบ สปีชีส์ใหม่ในทะเลอินโด

"ไซเชเดลิกา" ปลาหน้าตาเหมือนกบ สปีชีส์ใหม่ในทะเลอินโด

ปลาหน้าตาประหลาด สีเหลือง หน้าแบน มีอวัยวะคล้ายขา ลวดลายเหมือนม้าลาย และชอบกระโดดอยู่บนพื้นทะเลน้ำตื้น ในเกาะอัมบอนของอินโดนีเซีย เป็นตระกูลปลากบที่ได้รับการจำแนกสปีชีส์ใหม่จากนักวิจัยวอชิงตัน เป็น "ไซเชเดลิกา" หลังครูสอนดำน้ำไปพบเมื่อปีก่อน

ปลาหน้าตาประหลาด สีเหลือง หน้าแบน เท็ด เพียตส์ช (Ted Pietsch) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) สหรัฐฯ ได้จำแนกสปีชีส์ ให้กับปลาที่พบบริเวณน้ำตื้นของเกาะอัมบอน ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ที่พบโดยครูสอนดำน้ำของบริษัททัวร์เมื่อปีที่แล้ว และทางบริษัททัวร์ได้ติดต่อมายังศาสตราจารย์แห่งวอชิงตันผู้นี้

เขาได้ตั้งชื่อปลาชนิดใหม่นี้ว่า "ไซเชเดลิกา" (psychedelica) และได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสารโคเปีย (Copeia) ของสมาคมนักสัตวศาสตร์ด้านปลาและสมาคมนักสัตวศาสตร์ด้านสัตว์ครึ่งบกครึ่ง น้ำอเมริกัน (American Society of Ichthyologists and Herpetologists)

ปลาไซเดลิกามี หน้าตาประหลาด เด้งได้เหมือนลูกบอลยาง อยู่บริเวณพื้นมหาสมุทร จัดเป็นปลากบ (frogfish) ชนิดหนึ่ง มีลายรอบตัวเหมือนม้าลายสีน้ำตาลไหม้ และสีลูกพีช ซึ่งพาดยาวจากดวงตาสีน้ำทะเลไปปลายหาง มีขนาดประมาณกำปั้น ร่างกายปกคลุมด้วยผิวหนังย่นๆ เป็นวุ้นหนาๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากปะการังที่แหลมคม มีใบหน้าแบนและดวงตามองตรงเหมือนคน อีกทั้งยังมีปากที่อ้าได้กว้าง

เพียตส์ชจำแนกสปีชีส์ของปลาชนิดใหม่ด้วยดีเอ็นเอ ซึ่งปลาดังกล่าวจัดอยู่ในจีนัสหรือตระกูลฮิสทิโอฟไรน์ (Histiophryne) และเช่นเดียวกับปลากบอื่นๆ ที่มีครีบทั้ง 2 ข้างของลำตัว ซึ่งวิวัฒนาการไปเป็นอวัยวะคล้ายขา

แต่ก็มีบางพฤติกรรมที่เขาเขียนไว้รายงานว่า แตกต่างไปจากปลากบอื่นๆ ที่รู้จัก แต่ละครั้งที่ปลากบสปีชีส์ใหม่นี้กระแทกพื้นทะเล มันก็จะกางครีบออกแล้วพ่นน้ำออกจากเหงือก เพื่อส่งตัวเองให้พุ่งไปข้างหน้า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แปลกประหลาดและดูวุ่นวาย
ปลาหน้าตาประหลาด สีเหลือง หน้าแบน

"ผม คิดว่าคนทั่วไปต้องนึกว่าปลากบก็เหมือนๆ กัน อย่างที่รู้จักดีแล้ว แต่ปลากบชนิดใหม่นี้

เป็นอะไรที่น่าประทับใจจริงๆ มันเป็นสัตว์ที่น่าทึ่ง และลายพรางของมัน น่าจะเป็นการลอกเลียนปะการัง

อีกทั้งยังเป็นการบอกด้วยว่าความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่นี้ มากมายแค่ไหน และ

ความจริงที่ว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกมากที่นี่ ที่อินโดนีเซียและสามเหลี่ยมปะการัง (Coral Triangle)"

ความเห็นจากมาร์ก เอิร์ดมาน (Mark Erdman) ที่ปรึกษาอาวุโสจากโครงการทางทะเลขององค์กรอนุรักษ์สากล

(Conservation International).

งูชนิดใหม่ใต้ก้อนหิน

งูชนิดใหม่ใต้ก้อนหิน

งูชนิดใหม่เล็กสุดในโลก ตัวเป็นเส้นเท่าสปาเก็ตตี

หางานสัตวเเพทย์เเมวสุนัขชึการ์
งู เส้นด้ายชนิดใหม่ของโลกที่พ่วงตำแหน่งงูขนาดเล็กสุดในโลกด้วย ลำตัวผอมบางราวเส้นสปาเก็ตตี มีความยาวไม่เกิน 10 ซม. ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบงูชนิดนี้บนเกาะบาร์เบโดส (ภาพจาก AP)

นัก สัตววิทยามะกันตื่นเต้น พบงูชนิดใหม่ใต้ก้อนหินบนเกาะบาร์เบโดส เล็กสุดๆ เท่าเส้นสปาเก็ตตี ยาวเต็มที่ไม่เกิน 10 ซม. แต่ไม่มีพิษ จัดอยู่ในกลุ่มงูเส้นด้ายที่พบมากในเขตร้อน

สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์รายงานว่านักวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกาพบงู สายพันธุ์ใหม่ขนาดเล็กที่สุดในโลก โตเต็มที่มีความยาวเพียง 10 เซนติเมตร และผอมบางขนาดเส้นสปาเก็ตตี โดยพบที่ประเทศบาร์เบโดส (Barbados) และได้ตีพิมพ์ผลการค้นพบและวิเคราะห์พันธุกรรมของงูในวารสารซู แทกซา (Zootaxa)

เบลร์ เฮดจ์ส (Blair Hedges) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania State University) หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบงูขนาดเล็กสุดในโลกเผยว่า พวกเขาพบงูดังกล่าวบนเกาะของประเทศบาร์เบโดส ซึ่งแอบซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินในเขตพื้นที่ป่าจำนวน 2 ตัว มีลำตัวบางราวเส้นสปาเก็ตตี และมีขนาดสั้นกว่างูขนาดเล็กอีกชนิดหนึ่งที่พบบนเกาะมาร์ตินีก (Martinique) ราว 5 มิลลิเมตร ซึ่งรั้งตำแหน่งงูขนาดเล็กสุดอันดับ 2 ไปทันที

เมื่อวิเคราะห์ลักษณะแล้วพบว่าอยู่ในกลุ่มงูเส้นด้าย (thread snakes) ซึ่งมีอยู่กว่า 300 สปีชีส์ จากงูที่รู้จักทั้งหมดกว่า 3,100 สปีชีส์ แต่จากการวิเคราะห์ดีเอ็นเองูชนิดดังกล่าวพบว่าเป็นสปีชีส์ใหม่ และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ว่า เลปโตไทฟลอพส์ คาร์ลี (Leptotyphlops carlae) ตามชื่อคาร์ลา แอนน์ แฮสส์ (Carla Ann Hass) นักสัตววิทยาด้านสัตว์เลื้อยคลาน ภรรยาของเขา

งูเส้นด้ายชนิดนี้จัดเป็นงูที่ไม่มีพิษ มีสีน้ำตาลเข้ม มีริ้วสีเหลืองพาดผ่าน 2 ริ้ว เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวไม่เกิน 10 เซนติเมตร กินพวกปลวกและตัวอ่อนของแมลงต่างๆ เป็นอาหาร ส่วนพฤติกรรมอื่นๆ นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด

ด้านรอย แมคไดอาร์มิด (Roy McDiarmid) นักสัตววิทยาและเจ้าหน้าที่ส่วนสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำของ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาสมิธโซเนียน (Smithsonian's National Museum of Natural History) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่างูเส้นด้ายเกือบทั้งหมดพบในเขตร้อน

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตกันว่าสัตว์หลายชนิดที่พบในพื้นที่หมู่เกาะแถบ แคริบเบียนมักมีขนาดใหญ่มากหรือเล็กมาก ซึ่งอาศัยอยู่ในช่องว่างของระบบนิเวศน์ที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่เป็นผู้ ล่าหรือผู้ที่แข่งขันกันในการดำรงชีวิต

"ค้างคาวแวมไพร์"

"ค้างคาวแวมไพร์"

"ค้างคาวแวมไพร์" เจ้าอยู่ได้อย่างไร ถ้าแค่ดูดเลือดเพียวๆ !?

ค้าวคาวแวมไพร์ดูดเลือดvampire

สงสัยกันหรือไม่ว่า "ค้างคาวแวมไพร์" มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร แค่ดูดเลือดเป็นอาหารอย่างเดียว งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์ล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ได้ศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของ "นกมีหู หนูมีปีก" นี้ ช่วยให้ค้างคาวมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการดูดเลือดเพียวๆ

กุญแจ สำคัญที่ทำให้ค้างคาวแวมไพร์มีชีวิตอยู่ได้ ด้วยการดูดเลือดอย่างเดียว ก็คือการที่เลือดซึ่งเป็นอาหารอย่างเดียวของมันไม่แข็งตัว โดยนิวไซแอนทิสต์รายงานว่า ค้างคาวรักษาเลือดที่ดูดกินไม่ให้แข็งตัว โดยอาศัยยีนซึ่งพบในสัตว์ชนิดอื่นที่เรียกว่า "พลาสมิโนเจน แอคทีเวเตอร์" (plasminogen activator) หรือพีเอ (PA)

สำหรับ ในคนแล้ว ยีนดังกล่าวช่วยป้องกันภาวะหัวใจวาย โดยการผลิตโปรตีนที่สลายลิ่มเลือด และเคลียร์พื้นที่ภายในหลอดเลือด และก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยที่ชี้ว่า ยีนนี้ทำงานได้ในน้ำลายของค้างคาวแวมไพร์ด้วย

อย่างไรก็ดี เดวิด ไลเบอร์เลส (David Liberles) นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไวโอมิงในลารามี (University of Wyoming in Laramie) สหรัฐฯ กล่าวว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กและมีปีกนี้ ได้ดัดแปลงยีนพลาสมาเจน แอคทิเวเตอร์ หลังจากแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากค้างคาวที่กินผลไม้และแมลง

คลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย


ค้าวคาวแวมไพร์ดูดเลือดvampire ค้าวคาวแวมไพร์ดูดเลือดvampireค้าวคาวแวมไพร์ดูดเลือดvampire



ทั้งนี้เราพบค้างคาวแวมไพร์ได้ในบริเวณระหว่างอเมริกาใต้และอเมริกา เหนือ และจะดูดเลือดจากนกและปศุสัตว์อย่างตะกละตะกลาม ซึ่งทีมวิจัยของไลเบอร์เลสได้เลือกค้างคาว 3 สปีชีส์ ซึ่งมีพฤติกรรมเหมือนแวมไพร์

เหยื่อของค้าวคาวแวมไพร์ขาขน (Hairy-legged vampire bat) คือ นกเท่านั้น ขณะที่ญาติใกล้ๆ สำเนา แต่ทีมวิจัยของลิเบอร์เลสก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไม ส่วนค้างคาวแวมไพร์อีก 2 สปีชีส์ที่เหลืออยู่ภายใต้การคัดเลือกทางวิวัฒนาการอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่จากการกลายพันธุ์ แต่อยู่ภายใต้ความจำเป็นทางชีววิทยาเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ยีนพีเอเสื่อมถอยลงได้ หากขาดการใช้งาน ซึ่ง บรูซ แพทเทอร์สัน (Bruce Patterson) นักสัตววิทยาจากพิพิธภัณฑ์ฟิลด์ (Field Museum) ในชิคาโก สหรัฐฯ ระบุว่า การปรับตัวมีบทบาทสำคัญ ต่อวิวัฒนาการของพฤติกรรมแบบแวมไพร์อย่างไม่ต้องสงสัย

อีกทั้งเขาให้ข้อมูลว่า สัตว์แวมไพร์ตัวแรกอุบัติขึ้นบนโลกเมื่อ 26 ล้านปีมาแล้ว โดยบอกได้จากหลักฐานที่เป็นซากฟอสซิล และสัตว์ชนิดนั้นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับค้างคาวกินแมลง ซึ่งในยุคนั้นอาจจะกินสัตว์อื่นๆ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์

คลิ๊กเพื่อขยายรูป

ต่างไปจากค้างคาวอื่นๆ ค้างคาวแวมไพร์ จะมีฟันหน้าที่คมราวมีดอวดหลาอยู่ ซึ่งแพทเทอร์สันระบุถึงความคมของฟัน ค้างคาวแวมไพร์ว่า กะโหลกของเวมไพร์ซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นั้นแหลมคมพอที่จะบาดมือเราได้ และลิ้นของค้างคาวนี้ก็มีร่องพิเศษที่ช่วยให้เลือดซึ่งเป็นอาหารไหลผ่านหลอด เลือดฝอยได้ ไม่ใช่การดูดกินจ๊วบๆ อย่างที่เข้าใจ

"พวกมันเป็นสัตว์ที่น่าทึ่งจริง" แพทเทอร์สันกล่าว

ด้านลิเบอร์เลสกล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายในการประเมินว่าคุณลักษณะอย่างนี้วิวัฒนาการขึ้นเมือใด และอย่างไรนั้นยังขาดข้อมูลพันธุกรรมของค้างคาวแวมไพร์อยู่ และศูนย์สำหรับทำลำดับพันธุกรรมก็ศึกษาเพียงจีโนมของค้างคาวสีน้ำตาลขนาด เล็กเท่านั้น

"โครงการจีโนมค้างคาวแวมไพร์ท่าจะเยี่ยมนะ" ไลเบอร์เลสกล่าว แม้ว่าเขารู้ดีว่าไม่มีโครงการที่จะถอดรหัสพันธุกรรมค้างคาวแวมไพร์ ให้นักวิทยาศาสตร์ได้กระเทาะคำแนะนำหนังสือ "กลายเป็นค้างคาวแวมไพร์" อย่างแน่นอน

แมงมุมแม่ม่าย

แมงมุมแม่ม่าย

พลิกปูมแมงมุมแม่ม่าย หมาแมวร้ายกว่าอย่ากลัว

ข่าวหน้า 1 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน.....ได้ เสนอเรื่องของ แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล เพชฌฆาตแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลองกำลังอาละวาด ซึ่งสุดอันตรายพิษร้ายกว่า งูเห่า 3 เท่า...และยังไม่มีเซรุ่มหรือยาถอนพิษ.....เลยสร้างความวิตกกังวลและกระแส ความกลัวกระพือไปทั่วประเทศ...!!!
หลายชีวิต พบกับ ผศ.น.สพ.คัมภีร์ พัฒนะธนัง ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้แนะนำให้รู้ข้อเท็จจริงว่า “แมงมุม” นั้นพบกันทั่วโลก
แมงมุมแม่ม่าย มีทั้ง สีน้ำตาล และ สีดำ ลักษณะลำตัวเป็นมัน ตัวเมียขนาดประมาณ 30-40 มิลลิเมตร ตัวผู้
มี ขนาดเล็กกว่าประมาณ 16-20 มิลลิเมตร มีลวดลายคล้ายรูปนาฬิกาทราย สีแดงส้มอยู่ด้านใต้ส่วนท้อง...หลังผสมพันธุ์ หากตัวผู้ไม่รีบหนีจะถูกตัวเมียจับกินทันที จึงเป็นที่มาของชื่อว่า...ม่ายพิษ ของแมงมุมแม่ม่ายจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง หากถูกกัดจะทำให้ ผิวหนังตาย มีเลือดออกตามอวัยวะภายในต่างๆ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้รักแร้ ขาหนีบ มีการอักเสบกดรู้สึกเจ็บมีเหงื่อออก ขนลุก ความดันโลหิตสูง ลักษณะรอยกัดสีเขียวช้ำและมีจุดแดงขึ้นให้เห็น และมี อาการเฉพาะของพิษ คือ อ่อนแรง สั่น ปวดกล้ามเนื้อและเกร็ง ท้องแข็ง เป็นอัมพาต ซึมและชักสำหรับผู้ที่แพ้พิษรุนแรง




*แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล*



*แมงมุมแม่ม่ายดำ*

การรักษาบำบัดพิษ กระทำ โดยล้างชำระแผลให้สะอาด ไม่ขยับแขนขาที่ถูกกัด พันด้วยผ้าพันแผลเพื่อลดการกระจายของพิษ ประคบบริเวณแผลด้วยน้ำแข็ง อาจระงับอาการด้วยยาแก้ปวด ถ้ารุนแรงใช้ยาต้านพิษ Lyovac ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ หรือฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักร่วมยาปฏิชีวนะ
ผศ.น.สพ .คัมภีร์ พัฒนะธนัง บอกถึงแมงมุมแม่ม่ายน้ำตาลและดำว่า ในส่วนตัวแล้วไม่เคยเลี้ยงแมงมุมชนิดนี้ เนื่องจากมันเป็นสัตว์ที่คล่องแคล่วว่องไว ไม่ค่อยอยู่นิ่ง อีกทั้งมีลำตัวขนาดเล็ก....
ส่วนพิษที่บอกว่ารุนแรงกว่างูเห่าหลายเท่า
นั้นคงจะตอบไม่ได้ ต้องให้ผู้ทำวิจัยบอกเองจะดีกว่า แต่เท่าที่ทราบแมงมุมชนิดต่างๆที่มีอยู่ทุกวันนี้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
อีก ทั้งยังมีคุณอเนกอนันต์ ต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่กินพืชผัก แต่กินพวกเพลี้ย หนอน และแมลงศัตรูพืช หากเปรียบเทียบกับ หมา แมว และ หนู สัตว์พวกนี้น่ากลัวกว่าเยอะ...เพราะโรคสัตว์สู่คนหรือ Zoonosis มีมากมายหลายชนิดและอันตรายกว่าเป็นไหนๆ...!!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน