จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

งูชนิดใหม่ใต้ก้อนหิน

งูชนิดใหม่ใต้ก้อนหิน

งูชนิดใหม่เล็กสุดในโลก ตัวเป็นเส้นเท่าสปาเก็ตตี

หางานสัตวเเพทย์เเมวสุนัขชึการ์
งู เส้นด้ายชนิดใหม่ของโลกที่พ่วงตำแหน่งงูขนาดเล็กสุดในโลกด้วย ลำตัวผอมบางราวเส้นสปาเก็ตตี มีความยาวไม่เกิน 10 ซม. ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบงูชนิดนี้บนเกาะบาร์เบโดส (ภาพจาก AP)

นัก สัตววิทยามะกันตื่นเต้น พบงูชนิดใหม่ใต้ก้อนหินบนเกาะบาร์เบโดส เล็กสุดๆ เท่าเส้นสปาเก็ตตี ยาวเต็มที่ไม่เกิน 10 ซม. แต่ไม่มีพิษ จัดอยู่ในกลุ่มงูเส้นด้ายที่พบมากในเขตร้อน

สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์รายงานว่านักวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกาพบงู สายพันธุ์ใหม่ขนาดเล็กที่สุดในโลก โตเต็มที่มีความยาวเพียง 10 เซนติเมตร และผอมบางขนาดเส้นสปาเก็ตตี โดยพบที่ประเทศบาร์เบโดส (Barbados) และได้ตีพิมพ์ผลการค้นพบและวิเคราะห์พันธุกรรมของงูในวารสารซู แทกซา (Zootaxa)

เบลร์ เฮดจ์ส (Blair Hedges) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania State University) หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบงูขนาดเล็กสุดในโลกเผยว่า พวกเขาพบงูดังกล่าวบนเกาะของประเทศบาร์เบโดส ซึ่งแอบซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินในเขตพื้นที่ป่าจำนวน 2 ตัว มีลำตัวบางราวเส้นสปาเก็ตตี และมีขนาดสั้นกว่างูขนาดเล็กอีกชนิดหนึ่งที่พบบนเกาะมาร์ตินีก (Martinique) ราว 5 มิลลิเมตร ซึ่งรั้งตำแหน่งงูขนาดเล็กสุดอันดับ 2 ไปทันที

เมื่อวิเคราะห์ลักษณะแล้วพบว่าอยู่ในกลุ่มงูเส้นด้าย (thread snakes) ซึ่งมีอยู่กว่า 300 สปีชีส์ จากงูที่รู้จักทั้งหมดกว่า 3,100 สปีชีส์ แต่จากการวิเคราะห์ดีเอ็นเองูชนิดดังกล่าวพบว่าเป็นสปีชีส์ใหม่ และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ว่า เลปโตไทฟลอพส์ คาร์ลี (Leptotyphlops carlae) ตามชื่อคาร์ลา แอนน์ แฮสส์ (Carla Ann Hass) นักสัตววิทยาด้านสัตว์เลื้อยคลาน ภรรยาของเขา

งูเส้นด้ายชนิดนี้จัดเป็นงูที่ไม่มีพิษ มีสีน้ำตาลเข้ม มีริ้วสีเหลืองพาดผ่าน 2 ริ้ว เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวไม่เกิน 10 เซนติเมตร กินพวกปลวกและตัวอ่อนของแมลงต่างๆ เป็นอาหาร ส่วนพฤติกรรมอื่นๆ นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด

ด้านรอย แมคไดอาร์มิด (Roy McDiarmid) นักสัตววิทยาและเจ้าหน้าที่ส่วนสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำของ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาสมิธโซเนียน (Smithsonian's National Museum of Natural History) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่างูเส้นด้ายเกือบทั้งหมดพบในเขตร้อน

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตกันว่าสัตว์หลายชนิดที่พบในพื้นที่หมู่เกาะแถบ แคริบเบียนมักมีขนาดใหญ่มากหรือเล็กมาก ซึ่งอาศัยอยู่ในช่องว่างของระบบนิเวศน์ที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่เป็นผู้ ล่าหรือผู้ที่แข่งขันกันในการดำรงชีวิต

"ค้างคาวแวมไพร์"

"ค้างคาวแวมไพร์"

"ค้างคาวแวมไพร์" เจ้าอยู่ได้อย่างไร ถ้าแค่ดูดเลือดเพียวๆ !?

ค้าวคาวแวมไพร์ดูดเลือดvampire

สงสัยกันหรือไม่ว่า "ค้างคาวแวมไพร์" มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร แค่ดูดเลือดเป็นอาหารอย่างเดียว งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์ล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ได้ศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของ "นกมีหู หนูมีปีก" นี้ ช่วยให้ค้างคาวมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการดูดเลือดเพียวๆ

กุญแจ สำคัญที่ทำให้ค้างคาวแวมไพร์มีชีวิตอยู่ได้ ด้วยการดูดเลือดอย่างเดียว ก็คือการที่เลือดซึ่งเป็นอาหารอย่างเดียวของมันไม่แข็งตัว โดยนิวไซแอนทิสต์รายงานว่า ค้างคาวรักษาเลือดที่ดูดกินไม่ให้แข็งตัว โดยอาศัยยีนซึ่งพบในสัตว์ชนิดอื่นที่เรียกว่า "พลาสมิโนเจน แอคทีเวเตอร์" (plasminogen activator) หรือพีเอ (PA)

สำหรับ ในคนแล้ว ยีนดังกล่าวช่วยป้องกันภาวะหัวใจวาย โดยการผลิตโปรตีนที่สลายลิ่มเลือด และเคลียร์พื้นที่ภายในหลอดเลือด และก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยที่ชี้ว่า ยีนนี้ทำงานได้ในน้ำลายของค้างคาวแวมไพร์ด้วย

อย่างไรก็ดี เดวิด ไลเบอร์เลส (David Liberles) นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไวโอมิงในลารามี (University of Wyoming in Laramie) สหรัฐฯ กล่าวว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กและมีปีกนี้ ได้ดัดแปลงยีนพลาสมาเจน แอคทิเวเตอร์ หลังจากแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากค้างคาวที่กินผลไม้และแมลง

คลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย


ค้าวคาวแวมไพร์ดูดเลือดvampire ค้าวคาวแวมไพร์ดูดเลือดvampireค้าวคาวแวมไพร์ดูดเลือดvampire



ทั้งนี้เราพบค้างคาวแวมไพร์ได้ในบริเวณระหว่างอเมริกาใต้และอเมริกา เหนือ และจะดูดเลือดจากนกและปศุสัตว์อย่างตะกละตะกลาม ซึ่งทีมวิจัยของไลเบอร์เลสได้เลือกค้างคาว 3 สปีชีส์ ซึ่งมีพฤติกรรมเหมือนแวมไพร์

เหยื่อของค้าวคาวแวมไพร์ขาขน (Hairy-legged vampire bat) คือ นกเท่านั้น ขณะที่ญาติใกล้ๆ สำเนา แต่ทีมวิจัยของลิเบอร์เลสก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไม ส่วนค้างคาวแวมไพร์อีก 2 สปีชีส์ที่เหลืออยู่ภายใต้การคัดเลือกทางวิวัฒนาการอย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่จากการกลายพันธุ์ แต่อยู่ภายใต้ความจำเป็นทางชีววิทยาเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ยีนพีเอเสื่อมถอยลงได้ หากขาดการใช้งาน ซึ่ง บรูซ แพทเทอร์สัน (Bruce Patterson) นักสัตววิทยาจากพิพิธภัณฑ์ฟิลด์ (Field Museum) ในชิคาโก สหรัฐฯ ระบุว่า การปรับตัวมีบทบาทสำคัญ ต่อวิวัฒนาการของพฤติกรรมแบบแวมไพร์อย่างไม่ต้องสงสัย

อีกทั้งเขาให้ข้อมูลว่า สัตว์แวมไพร์ตัวแรกอุบัติขึ้นบนโลกเมื่อ 26 ล้านปีมาแล้ว โดยบอกได้จากหลักฐานที่เป็นซากฟอสซิล และสัตว์ชนิดนั้นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับค้างคาวกินแมลง ซึ่งในยุคนั้นอาจจะกินสัตว์อื่นๆ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์

คลิ๊กเพื่อขยายรูป

ต่างไปจากค้างคาวอื่นๆ ค้างคาวแวมไพร์ จะมีฟันหน้าที่คมราวมีดอวดหลาอยู่ ซึ่งแพทเทอร์สันระบุถึงความคมของฟัน ค้างคาวแวมไพร์ว่า กะโหลกของเวมไพร์ซึ่งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นั้นแหลมคมพอที่จะบาดมือเราได้ และลิ้นของค้างคาวนี้ก็มีร่องพิเศษที่ช่วยให้เลือดซึ่งเป็นอาหารไหลผ่านหลอด เลือดฝอยได้ ไม่ใช่การดูดกินจ๊วบๆ อย่างที่เข้าใจ

"พวกมันเป็นสัตว์ที่น่าทึ่งจริง" แพทเทอร์สันกล่าว

ด้านลิเบอร์เลสกล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายในการประเมินว่าคุณลักษณะอย่างนี้วิวัฒนาการขึ้นเมือใด และอย่างไรนั้นยังขาดข้อมูลพันธุกรรมของค้างคาวแวมไพร์อยู่ และศูนย์สำหรับทำลำดับพันธุกรรมก็ศึกษาเพียงจีโนมของค้างคาวสีน้ำตาลขนาด เล็กเท่านั้น

"โครงการจีโนมค้างคาวแวมไพร์ท่าจะเยี่ยมนะ" ไลเบอร์เลสกล่าว แม้ว่าเขารู้ดีว่าไม่มีโครงการที่จะถอดรหัสพันธุกรรมค้างคาวแวมไพร์ ให้นักวิทยาศาสตร์ได้กระเทาะคำแนะนำหนังสือ "กลายเป็นค้างคาวแวมไพร์" อย่างแน่นอน

แมงมุมแม่ม่าย

แมงมุมแม่ม่าย

พลิกปูมแมงมุมแม่ม่าย หมาแมวร้ายกว่าอย่ากลัว

ข่าวหน้า 1 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน.....ได้ เสนอเรื่องของ แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล เพชฌฆาตแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลองกำลังอาละวาด ซึ่งสุดอันตรายพิษร้ายกว่า งูเห่า 3 เท่า...และยังไม่มีเซรุ่มหรือยาถอนพิษ.....เลยสร้างความวิตกกังวลและกระแส ความกลัวกระพือไปทั่วประเทศ...!!!
หลายชีวิต พบกับ ผศ.น.สพ.คัมภีร์ พัฒนะธนัง ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้แนะนำให้รู้ข้อเท็จจริงว่า “แมงมุม” นั้นพบกันทั่วโลก
แมงมุมแม่ม่าย มีทั้ง สีน้ำตาล และ สีดำ ลักษณะลำตัวเป็นมัน ตัวเมียขนาดประมาณ 30-40 มิลลิเมตร ตัวผู้
มี ขนาดเล็กกว่าประมาณ 16-20 มิลลิเมตร มีลวดลายคล้ายรูปนาฬิกาทราย สีแดงส้มอยู่ด้านใต้ส่วนท้อง...หลังผสมพันธุ์ หากตัวผู้ไม่รีบหนีจะถูกตัวเมียจับกินทันที จึงเป็นที่มาของชื่อว่า...ม่ายพิษ ของแมงมุมแม่ม่ายจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง หากถูกกัดจะทำให้ ผิวหนังตาย มีเลือดออกตามอวัยวะภายในต่างๆ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้รักแร้ ขาหนีบ มีการอักเสบกดรู้สึกเจ็บมีเหงื่อออก ขนลุก ความดันโลหิตสูง ลักษณะรอยกัดสีเขียวช้ำและมีจุดแดงขึ้นให้เห็น และมี อาการเฉพาะของพิษ คือ อ่อนแรง สั่น ปวดกล้ามเนื้อและเกร็ง ท้องแข็ง เป็นอัมพาต ซึมและชักสำหรับผู้ที่แพ้พิษรุนแรง




*แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล*



*แมงมุมแม่ม่ายดำ*

การรักษาบำบัดพิษ กระทำ โดยล้างชำระแผลให้สะอาด ไม่ขยับแขนขาที่ถูกกัด พันด้วยผ้าพันแผลเพื่อลดการกระจายของพิษ ประคบบริเวณแผลด้วยน้ำแข็ง อาจระงับอาการด้วยยาแก้ปวด ถ้ารุนแรงใช้ยาต้านพิษ Lyovac ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ หรือฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักร่วมยาปฏิชีวนะ
ผศ.น.สพ .คัมภีร์ พัฒนะธนัง บอกถึงแมงมุมแม่ม่ายน้ำตาลและดำว่า ในส่วนตัวแล้วไม่เคยเลี้ยงแมงมุมชนิดนี้ เนื่องจากมันเป็นสัตว์ที่คล่องแคล่วว่องไว ไม่ค่อยอยู่นิ่ง อีกทั้งมีลำตัวขนาดเล็ก....
ส่วนพิษที่บอกว่ารุนแรงกว่างูเห่าหลายเท่า
นั้นคงจะตอบไม่ได้ ต้องให้ผู้ทำวิจัยบอกเองจะดีกว่า แต่เท่าที่ทราบแมงมุมชนิดต่างๆที่มีอยู่ทุกวันนี้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
อีก ทั้งยังมีคุณอเนกอนันต์ ต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่กินพืชผัก แต่กินพวกเพลี้ย หนอน และแมลงศัตรูพืช หากเปรียบเทียบกับ หมา แมว และ หนู สัตว์พวกนี้น่ากลัวกว่าเยอะ...เพราะโรคสัตว์สู่คนหรือ Zoonosis มีมากมายหลายชนิดและอันตรายกว่าเป็นไหนๆ...!!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

หิ่งห้อยชนิดใหม่ กะพริบไฟสื่อภาษารัก

หิ่งห้อยชนิดใหม่ กะพริบไฟสื่อภาษารัก

นักวิจัย มก.พบหิ่งห้อยชนิดใหม่ กะพริบไฟสื่อภาษารักได้ 4 ท่า

หางานสัตว์เเพทย์เเมวสุนัขชูการ์
หางานสัตว์เเพทย์เเมวสุนัขชูการ์
(ภาพจาก สกว.)
หางานสัตว์เเพทย์เเมวสุนัขชูการ์
หิ่งห้อย "ลูซิโอลา อะควอติลิส" ตัวผู้ (ภาพจาก สกว.)
หางานสัตว์เเพทย์เเมวสุนัขชูการ์
(ภาพจาก สกว.)
นัก วิจัย ม.เกษตรพบหิ่งห้อยน้ำจืดสายพันธุ์ใหม่ สื่อภาษารักได้ถึง 4 แบบ ไม่เหมือนชนิดใดๆ ในโลก ทั้งกะพริบไฟแต่งตัว หาคู่ เกี้ยวพาราสี และผสมพันธุ์ พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ พร้อมโชว์ในสัปดาห์วิทย์ปีนี้

เพื่อฉลองการค้นพบ และเพาะพันธุ์หิ่งห้อยน้ำจืดพันธุ์ใหม่ของโลกได้สำเร็จในประเทศไทย จึงเป็นที่มาของการเสวนาคุยกัน...ฉันท์วิทย์ "ถอดรหัสงานวิจัยหิ่งห้อย: ปริศนาการกะพริบแสงสู่ความสำเร็จของการเพาะเลี้ยง" ขึ้นโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 23 ก.ค.51 ณ ห้องโถงกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กรุงเทพฯ

ดร.อัญชนา ท่านเจริญ ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิจัยหิ่งห้อยในโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เผยว่า ได้ ค้นพบหิ่งห้อยน้ำจืด สายพันธุ์ใหม่ของโลก ตามแหล่งน้ำนิ่งตามธรรมชาติ คูน้ำ และท้องร่องของพื้นที่เกษตรกรรม ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างเขตบางแค หรือ ตลาดน้ำอัมพวา จ.สมุทรสงคราม รวมถึงแหล่งน้ำใน จ.ราชุบรี จ.นครปฐม และ จ.สุพรรณบุรี ฯลฯ

นักวิจัยการศึกษาด้านชีววิทยาและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยน้ำ จืด เผยว่า เมื่อกว่า 10 ปีก่อนต่างเชื่อกันว่าหิ่งห้อยดังกล่าว เป็นหิ่งห้อยน้ำจืดสายพันธุ์ "ลูซิโอลา บราห์มินา" (Lucilola brahmina) ที่มีการค้นพบมาก่อนแล้ว

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการศึกษาจนเสร็จสิ้นเมื่อกว่า 2 ปีก่อนพบว่า หิ่งห้อยที่ว่าไม่สามารถจัดอยู่ในสายพันธุ์ดังกล่าวได้ จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อใหม่คือ "ลูซิโอลา อะควอติลิส" (Luciola Aquatilis)

"ลูซิโอลา อะควอติลิส" มีจุดเด่นคือ ที่โคนปีกมีสีน้ำตาลเข้มเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า ตัว อ่อนทำหน้าที่เป็นผู้ล่าหอยน้ำจืด ที่เป็นพาหะนำโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคพยาธิใบไม้ในลำไส้ อีกทั้งยังถือเป็นศัตรูพืชหลายชนิด โดยตัวอ่อนมีรูปร่างแตกต่างกันถึงสามแบบซึ่งไม่พบในสายพันธุ์ใดมาก่อน

ที่ สำคัญ หิ่งห้อยสายพันธุ์ใหม่นี้ ยังสื่อสารภาษารักได้แตกต่างกันถึง 4 แบบ แบ่งเป็นช่วงแต่งตัว ช่วงหาคู่ ช่วงเกี้ยวพาราสี และช่วงผสมพันธุ์ จึงถือเป็นจุดแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่พบในหิ่งห้อยสายพันธุ์ อื่นๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา ซึ่งจะกะพริบแสงได้เพียงแบบเดียว โดยหิ่งห้อยชนิดนี้จะมีวงจรชีวิตระยะไข่จนถึงตัวเต็มวัยระหว่าง 3-5 เดือน

ดร.อัญชนา เผยด้วยว่า การศึกษายังพบความน่าสนใจของลูซิโอลา อะควอติลิส ในฐานะดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ และคุณภาพของแหล่งน้ำนิ่งตามธรรมชาติด้วย เนื่องจากหิ่งห้อยที่ ดร.อัญชนาศึกษาอยู่ จะสามารถปรับตัวอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำเสียได้ระดับหนึ่ง แต่ หากระดับความเน่าเสียเพิ่มขึ้น ตัวอ่อนหิ่งห้อยจะคลานขึ้นบกเพื่อหาแหล่งน้ำใหม่ เป็นคำตอบที่ว่าเพราะเหตุใดจึงสามารถค้นพบหิ่งห้อยดังกล่าวได้ทุกภาคของ ประเทศ

ทั้งนี้ นักวิจัย กล่าวว่า ได้มีการประกาศผลการค้นพบดังกล่าวแล้วในวารสาร "ซูแทกซา" (Zootaxa) ซึ่งเป็นวารสารนานาชาติ ที่ตีพิมพ์รายงานการค้นพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ของโลก ฉบับเดือนสิงหาคม 2550 โดยได้ระดมผู้เชี่ยวชาญในการตั้งชื่อสายพันธุ์หิ่งห้อย อีกทั้งได้รับการยอมรับการเป็นสายพันธุ์ใหม่จากผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธาน หิ่งห้อยระดับโลกจากประเทศออสเตรเลียและไต้หวัน

"หาก ไม่มีการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่ปัจจุบันของหิ่งห้อยแล้วก็เชื่อว่าแนวโน้มที่ จะหมดไปมีมาก เช่น การขยายตัวของเขตเมืองไปยังที่ที่ยังรกร้าง และแสงไฟรบกวนจากบ้านเรือน จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายในการอนุรักษ์พื้นที่นั้นๆ ไม่รบกวน และรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ให้อยู่ในสภาพที่ดีเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ หิ่งห้อย" ดร.อัญชนาว่า

นอกจากนี้ ขณะ นี้ได้มีการค้นพบเทคนิค อุปกรณ์ และอาหารเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยดังกล่าวแล้ว ที่โรงเพาะเลี้ยงของภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจะมีการยื่นจดสิทธิบัตรคุ้มครองในอนาคต จากปัจจุบันมีความเชื่อว่าหิ่งห้อยจะมีสรรพคุณรักษาโรคหอบหืดได้ และล่าสุด ประเทศสหรัฐอเมริกาและรัสเซียยังได้แสดงความสนใจติดต่อนำเข้าหิ่งห้อยของไทย เพื่อทำสวนหิ่งห้อยสำหรับการศึกษาของเยาวชน

ด้านอาจารย์สมหมาย ชื่นราม คณะกรรมการพิเศษโครงการหิ่งห้อยในพระราชดำริ และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านศัตรูพืช กรมวิชาการเกษตร เล่าประสบการณ์ในโครงการว่า ได้มีการเริ่มต้นศึกษาหิ่งห้อยเมื่อปี 40 หรือกว่า 10 ปีก่อน โดยทำการศึกษาหิ่งห้อยทั้ง 3 ชนิดจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย คือ หิ่งห้อยน้ำจืด หิ่งห้อยบก และหิ่งห้อยน้ำกร่อย พบ ว่าในอดีตประเทศไทยมีหิ่งห้อยค่อนข้างมาก แตกแตกต่างกับปัจจุบันที่หิ่งห้อยเหลือน้อยลงทุกที เชื่อว่าเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม

อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยยังขาดการศึกษาอย่างลึกซึ้งอีกบางด้านเช่น ผลกระทบของเสียงรบกวนต่อหิ่งห้อย เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจชมหิ่งห้อยน้ำจืดสายพันธุ์ใหม่ของไทยสามารถติดตามชมได้ภายใน งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 51 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 8-22 ส.ค.51

นอก จากนั้นระหว่างวันที่ 26-30 ส.ค.51 ประเทศไทยโดยองค์การสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหิ่งห้อยครั้งที่ 2 ของโลก ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถในฐานะผู้ ริเริ่มโครงการศึกษาหิ่งห้อยของไทยทรงมีพระชนมพรรษาครบ 75 ปีในปีนี้.

ครั้งแรก ! พบปะการังเปลี่ยนเพศ ปรับตัวสู้โลกร้อน

ครั้งแรก ! พบปะการังเปลี่ยนเพศ ปรับตัวสู้โลกร้อน

ครั้งแรก ! พบปะการังเปลี่ยนเพศ ปรับตัวสู้โลกร้อน

หางานสัตวเเพทย์สัตว์เลี้ยงดเเมวสุนัข
ปะการังดอกเห็ดเพศเมียในสปีชีส์ C. echinata ขณะกำลังปล่อยไข่ออกมาในน้ำรอบๆตัวเพื่อผสมพันธุ์ (ภาพจาก AFTAU)
นัก วิทย์อิสราเอลเผย พบปะการังเปลี่ยนเพศได้ คล้ายกับพืชบางชนิด ที่ต้องปรับตัวให้อยู่รอด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พบพฤติกรรมนี้ในปะการัง คาดสาเหตุ มาจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องเปลี่ยนจากเพศเมียเป็นเพศผู้ เพราะทนทานต่อแรงกดดันได้ดีกว่า และใช้พลังงานน้อยกว่า

การค้นพบพฤติกรรมการเปลี่ยนเพศในปะการังดอกเห็ด (mushroom coral หรือ fungiid coral) เป็นผลงานของ ศาสตราจารย์ยอสซี โลยา (Prof. Yossi Loya) ภาควิชาสัตววิทยา มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (Tel Aviv University) ประเทศอิสราเอล ที่พบว่าปะการังดังกล่าวมีการเปลี่ยนเพศ เพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พบกรณีแบบนี้ในปะการัง และได้ตีพิมพ์ในวารสารราชบัณฑิตยสภาอังกฤษฉบับบี (Proceedings of the Royal Society B) ตามที่ระบุในเว็บไซต์ไซน์เดลี

ศาสตราจารย์โลยา อธิบายเรื่องนี้ว่า เมื่อเวลาที่สภาพอากาศร้อนอย่างรุนแรง ปะการังดอกเห็ดเพศเมีย จะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเพศผู้ ที่สามารถต่อสู้กับสภาวะเเร้นแค้น หรือมีแรงกดดันจากธรรมชาติได้มากกว่าปะการังเพศเมีย ซึ่งกรณีนี้พบได้ในกล้วยไม้และพืชบางชนิด

"ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนเพศ จะเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของปะการังบางชนิด เนื่อง จากปะการังเพศผู้ สามารถทนต่อสภาวะโหดร้ายได้มากกว่า เมื่อผ่านช่วงนั้นไปได้และสภาพแวดล้อมกลับมาเหมาะสมเช่นเดิม ปะการังเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนกลับมาเป็นเพศเมียดังเดิม" ศาสตราจารย์โลยา อธิบาย

"ที่เป็นเช่นนี้เพราะปะการังเพศผู้ใช้พลังงานในการดำรงชีวิตน้อยกว่า ปะการังเพศเมีย และเมื่อมันสามารถเปลี่ยนเพศได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้สิ่งมีชีวิตนี้มีความพยายามในการสืบพันธุ์อย่างมากที่สุด" ศาสตราจารย์โลยา กล่าวต่อ

ปะการังเป็นสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ แต่ก็ยังมีพฤติกรรมบางอย่างคล้ายกับพืช และนอกเหนือจากสีสันสวยสดงดงามแล้ว ปะการังยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์ทะเลชนิดอื่นอีกหลากหลายชนิด พันธุ์ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญให้ของมนุษย์

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันแนวปะการังใต้ทะเลหลายแห่งถูกทำลายลง ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ซึ่งมีแนวปะการังถึง 1 ใน 4 ส่วนจากทั่วโลกเสียหายไปแล้ว

จากการค้นพบว่า ปะการังสามารถเปลี่ยนเพศได้ จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องศึกษาทำความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาวิธีการขยายพันธุ์ปะการังให้ได้ ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศอย่างใหญ่หลวง ตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์กันไว้

"องค์ความรู้นี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กับนักเพาะพันธุ์ปะการัง ซึ่งปะการังดอกเห็ดนั้นจัดเป็นปะการังที่ค่อนข้างแข็งแรง หากเรารู้สภาวะในการสืบพันธุ์ของมัน เราก็สามารถขยายพันธุ์เพิ่มได้เป็นจำนวนมาก" ศาสตราจารย์โลยา กล่าว ซึ่งเขาศึกษาเรื่องปะการังมานานกว่า 35 ปี และขณะนี้ก็กำลังดำเนินโครงการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้ปะการังในทะเลแดง

มีสิทธิ์ทำ "ทูนา" เกลี้ยงทะเล

มีสิทธิ์ทำ "ทูนา" เกลี้ยงทะเล

ฮิตกินซูชิกันทั่วโลก มีสิทธิ์ทำ "ทูนา" เกลี้ยงทะเล

หางานสัตว์เเพทย์เเมวสุนัขชูการ์

เฉพาะ ญี่ปุ่นชาติเดียวก็แย่แล้ว จีน-ฝรั่ง ยังฮิตกินซูชิและซาชิมิตามพี่ยุ่นอีก นักอนุรักษ์หวั่นเป็นเหตุทำทูนาสูญพันธุ์จากเมดิเตอร์เรเนียน หลังเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันมาแล้วกับทูนาแถบออสเตรเลีย

หางานสัตว์เเพทย์เเมวสุนัขชูการ์
ทูนาที่กลายมาเป็นปลาดิบในอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่จับได้จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่ง 80-85% ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น (ภาพจาก AFP)
หางานสัตว์เเพทย์เเมวสุนัขชูการ์
ชาว ญี่ปุ่นบริโภคทูนากันมากจนเป็นเหตุให้ทูนาแถบออสเตรเลียหายไปเกือบหมด นักอนุรักษ์ก็กังวลอีกว่าทูนาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็อาจหมดไปในไม่ช้าถ้า ยังล่ากันมากอย่างทุกวันนี้ 50,000 ตันต่อปี ต่อไปเรื่อยๆ (ภาพจาก AFP)

ปัจจุบัน อาหารญี่ปุ่นแพร่หลายไปทั่วโลก โดยซูชิและซาชิมิหรือปลาดิบ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงและต่อเนื่องจากทั้งชาวตะวันตก รวมถึงชาวญี่ปุ่น ซึ่งในรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ปลาทูนา (bluefin tuna) ที่รวมอยู่ในจานเด็ดดังกล่าว ส่วนใหญ่จับมาจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้หลายฝ่ายกังวลกันว่า อาจทำให้ปลาชนิดนี้สูญพันธุ์ไปจากถิ่นที่อยู่ของพวกมันได้ ในไม่ช้านี้ เพราะถูกล่ามากเกินพอดี

โรเบอร์โต มิเอลโก เบรกัซซี (Roberto Mielgo Bregazzi) ผู้เชี่ยวชาญชาวสเปน ซึ่งเขียนรายงานให้กับกรีนพีซและกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund) หลายครั้ง กล่าวว่า ลำพัง การบริโภคปลาดิบของชาวญี่ปุ่นชาติเดียว ก็คุกคามทูนาในเมดิเตอร์เรเนียนอยู่แล้ว นี่ยังเพิ่มความนิยมบริโภคซูชิหน้าปลาดิบของชาวยุโรปและชาวจีนเข้าไปอีก อย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ทูนาลดจำนวนลงมากกว่าเดิม

ข้าวปั้นหน้าปลาดิบจากแดนอาทิตย์อุทัย แพร่หลายเข้าไปในยุโรปและสหรัฐอเมริกา เมื่อราวช่วงทศวรรษที่ 90 และก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับในประเทศจีน ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นานนัก ซึ่งเบรกัซซีได้อ้างรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อการอนุรักษ์ปลาทูนาใน มหาสมุทรแอตแลนติก (International Commission for the Conservation of Atlantic Tunas: ICCAT) ที่สำรวจพบว่ามีการบริโภคเนื้อทูนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นชาติที่มีการบริโภคที่สุด ซึ่งฌอง-มาร์ค โฟรมองแตง (Jean-Marc Fromentin) ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาทูนาจากสถาบันวิจัยการใช้ประโยชน์จากทะเลแห่งฝรั่งเศส (French Research Institute for Exploitation of the Sea: IFREMER) เผยข้อมูลว่าปลาทูนาที่จับได้จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมดถูกส่งออกไปยัง ญี่ปุ่นที่เดียวมากถึง 80-85%

ทั้งนี้ การบริโภคซูชิได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ซึ่ง ทูนาที่บริโภคกันในขณะนั้น นิยมใช้ทูนาจากซีกโลกใต้ที่มีอยู่มากมายในเขตน่านน้ำออสเตรเลีย แต่เพราะถูกล่ามาเป็นอาหารของมนุษย์มากเกิน ส่งผลให้ทูนาที่เคยอุดมสมบูรณ์ในแถบนั้นกลายเป็นสิ่งที่หายากยิ่งในปัจจุบัน ชาวญี่ปุ่นจึงบ่ายหน้าไปแสวงหาทูนาในมหาสมุทรแอตแลนติกแทน ซึ่งแหล่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนดังกล่าว

ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการเพื่อการอนุรักษ์ปลาทูนาในมหาสมุทรแอตแลนติก บ่งชี้อีกว่าเทคโนโลยีการประมงที่ทันสมัยมากขึ้น ทั้งจากในยุโรป ตุรกี และประเทศทางตอนเหนือของแอฟริกา ส่งผลให้ทุกวันนี้ มีการจับทูนาขึ้นมาจากทะเลรวมแล้วมากกว่า 50,000 ตันต่อปี ขณะที่ปริมาณการจับ ที่จะไม่กระทบต่อปริมาณทูนาในธรรมชาติในระยะสั้นนั้น จะต้องไม่เกิน 15,000 ตันต่อปีเท่านั้น

คาร์ลี โธมัส (Karli Thomas) หนึ่งในอาสาสมัครของกรีนพีซกล่าวว่า อุตสาหกรรมการจับปลาทูนาอย่างเกินขนาดก็เท่ากับการฆ่าตัวเอง เพราะอีกหน่อยก็จะไม่เหลือทูนาให้จับอีกแล้ว และอีกหลายพันคนก็จะต้องตกงาน.

หยิบไพลใส่แชมพูน้องหมา ช่วยกำจัดเห็บหมัดได้ผล

หยิบไพลใส่แชมพูน้องหมา ช่วยกำจัดเห็บหมัดได้ผล

ไพลซิดัล

เห็บหมัดที่คอยกวนใจน้องหมาหลบไป "ไพลซิดัล" มาแล้ว จากผลงานนักวิจัย วว. ผสมน้ำมันไพลในแชมพู โลชัน และสเปรย์ฉีดสุนัขกำจัดเห็บหมัดได้ผลชัวร์ 100% พร้อมลดการอักเสบของผิวหนังเจ้าตัวโปรด เตรียมถ่ายทอดให้เอกชนผลิตเชิงพาณิชย์ ส่งออกสมุนไพรไทยโกอินเตอร์แทนการนำเข้าสารเคมีและเวชภัณฑ์จากนอก

ดร.ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล นักวิชาการ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำวิจัยในโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กำจัดเห็บ หมัด และต้านการอักเสบในสัตว์จากน้ำมันไพล ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ไพลซิดัล (Plycidal) ผลิตภัณฑ์กำจัดเห็บหมัดสำหรับสุนัขที่มีส่วนผสมของน้ำมันไพล ที่มีประสิทธิภาพกำจัดเห็บหมัดได้ยอดเยี่ยม 100% เป็นทางเลือกใหม่ให้คนรักสุนัข ทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าให้สมุนไพรไทยให้ส่งไปขายยังต่างประเทศได้ในรูปแบบใหม่


นักวิจัยให้ข้อมูลว่า เหง้า ไพลนั้นมีน้ำมันหอมระเหยเป็นองค์ประกอบอยู่ 0.8% และจากการทดลองก็พบว่ามีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบได้ จึงน่าจะนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงได้ เพราะยังไม่เคยมีใครที่ไหนนำไพลมาใช้กับผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมาก่อน โดยต่อยอดจากผลสำเร็จของงานวิจัยเจลขมิ้นชันและสเปรย์ขมิ้นชันสำหรับรักษา โรคผิวหนังสุนัข ที่ช่วยรักษาโรคผิวหนังและอาการอักเสบเป็นหนองของสุนัขได้ ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนผลิตเชิงพาณิชน์ไปแล้ว

"ผลิตภัณฑ์ไพลซิดัล ประกอบด้วย แชมพู สเปรย์ และโลชัน ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์มีน้ำมันไพลเป็นส่วนผสมหลัก โดยแชมพูผสมน้ำมันไพลสำหรับอาบน้ำให้สุนัข จะช่วยให้ขนนุ่ม สะอาด ช่วยกำจัดกลิ่นตัว พร้อมป้องกันและกำจัดเห็บหมัดได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง" ดร.ชุลีรัตน์ อธิบายสรรพคุณของไพลซิดัลแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์

สเปรย์ไพลซิดัล ใช้สำหรับฉีดพ่นบริเวณตัวสุนัขและสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวสุนัข ซึ่งช่วยกำจัดเห็บตัวอ่อนและหมัดตัวแก่ให้ตายได้ 100% ภายใน 30-60 นาที ส่วนเห็บตัวแก่เพศเมียจะตายลงภายใน 2-3 ชั่วโมง และยังช่วยลดการอักเสบของผิวหนังและกล้ามเนื้อสุนัขได้ ส่วนโลชั่นไพลซิดัลใช้สำหรับนวดหรือทาบนผิวหนังสุนัขโดยไม่ต้องล้างออก ซึ่งจะช่วยกำจัดเห็บตัวอ่อนและหมัดตัวแก่ให้ตายได้ 100% ภายใน 30-60 นาที และช่วยลดการอักเสบของผิวหนังที่ถูกเห็บและหมัดกัดได้เช่นเดียวกัน และให้ผลดีกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัขในท้องตลาดส่วนใหญ่ที่ทำ จากสารเคมีแทบทั้งสิ้น

"ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ชนิดได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยตามวิธีมาตรฐานโออีซีดี (OECD) แล้ว ซึ่งไม่พบว่าก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและยังมีความปลอดภัยต่อสุนัข และผู้เลี้ยงด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับภาคเอกชนในการนำผลวิจัยไพลซิดัลไป ผลิตเชิงพาณิชน์ โดยบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดการนำเข้าเวชภัณฑ์จากต่างประเทศด้วย" ด.ชุลีรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี นักวิจัยไม่ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกับแมว แต่เชื่อว่าน่าจะสามารถนำไปใช้ได้เช่นกันโดยไม่เป็นอันตรายใดๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยธรรมชาติแล้วแมวจะสะอาดกว่าสุนัข และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเห็บหมัดเท่าใดนัก