จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ครั้งแรกในโลก! ญี่ปุ่นทำพ่อแม่พันธุ์ “จ๋อเรืองแสง”

SCINCE-BIOTECH-GENES-MONKEY

ทีมวิจัยญี่ปุ่นประสบความ สำเร็จในการสร้าง ลิงมาร์โมเซ็ทดัดแปลงพันธุกรรม ทำให้เรืองแสงได้ด้วยยีนในแมงกะพรุน นับเป็นลิงจีเอ็มโอตัวแรกของโลก ที่สามารถถ่ายทอดยีนเรืองแสงสู่รุ่นลูกได้ นักวิจัยหวังใช้เป็นทางสร้างลิงต้นแบบศึกษาโรคในคน ด้านเอ็นจีโอหวั่นนำไปสู่การสร้างมนุษย์ตัดต่อยีนในอนาคต

เอริกะ ซาซากิ (Erika Sasaki) และทีมวิจัยจากสถาบันเพื่อการวิจัยสัตว์ทดลอง (Central Institute for Experimental Animals) ของมหาวิทยาลัยเคโอ (Keio University) เผยผลสำเร็จในการสร้างลิงดัดแปรพันธุกรรม โดยให้ผิวหนังสามารถเรืองแสงสีเขียวได้ภายใต้แสงยูวี ซึ่งเอเอฟพีระบุว่าทีมวิจัยได้ตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) และนับเป็นครั้งแรกที่มีการตัดต่อพันธุกรรมสิ่งมีชีวิตตระกูลไพรเมต (Primate) ที่สามารถถ่ายทอดลักษณะพิเศษไปสู่รุ่นลูกได้

ทีมวิจัยได้ทดลองเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของลิงมาร์โมเซ็ทธรรมดา (common marmoset หรือ Callithrix jacchus) ในจานเพาะเลี้ยง ซึ่งเป็นลิงขนาดเล็กที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศบราซิล จากนั้นจึงใช้ ไวรัสเป็นตัวนำยีนที่ควบคุมการแสดงออกของโปรตีนเรืองแสงสีเขียว หรือจีเอฟพี (green fluorescent protein: GFP) ใส่เข้าไปในเซลล์ตัวอ่อนหรือเอมบริโอของลิงมาร์โมเซ็ทธรรมดา

นัก วิจัยนำตัวอ่อนของลิงที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมแล้ว ไปฝากในท้องแม่ลิงมาร์โมเซ็ทจำนวน 7 ตัว โดยมีแม่ลิงเพียง 4 ตัว ที่ตั้งท้องสำเร็จ และให้กำเนิดลูกลิงออกมารวม 5 ตัว ซึ่งทุกตัวมียีนจีเอฟพีอยู่ในร่างกายเหมือนกัน และทำให้ลูกลิงที่เกิดมาเหล่านี้สามารถเรืองแสงสีเขียวได้เมื่ออยู่ภายใต้แสงยูวี

ทั้งนี้ ยีนจีเอฟพีถูกนำมาใช้กันโดยทั่วไปในการศึกษาวิจัยด้านพันธุวิศวกรรมและ เทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเป็นเครื่องหมายโมเลกุลที่บ่งชี้ว่ายีนสำคัญที่ต้องการศึกษามีการ แสดงออกที่บริเวณใดของร่างกายสิ่งมีชีวิต ซึ่งโปรตีนจีเอฟพีถูกพบครั้งแรกในแมงกระพรุนเมื่อหลายสิบปีก่อนโดยโอซามุ ชิโมมูระ ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2551 จากการค้นพบดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ลูกลิงที่เกิดมา 2 ใน 5 ตัว มียีนจีเอฟพีอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์ด้วย ดังนั้นลิงมาร์โมเซ็ทรุ่นต่อไปที่เกิดจากลิงดัดแปลงพันธุกรรมสองตัวนี้ จะได้รับถ่ายทอดยีนจีเอฟพีจากพ่อแม่และเรืองแสงได้เหมือนกันด้วย

นักวิจัยระบุว่าผลสำเร็จในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาวิจัยทางด้านการแพทย์ เนื่อง จากว่านักวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความต้องการสัตว์ต้นแบบสำหรับการศึกษาที่มี ลักษณะทางกายวิภาคใกล้เคียงกับมนุษย์มากกว่าสัตว์ฟันแทะจำพวกหนูที่ใช้เป็น สัตว์ทดลองอยู่ก่อนแล้ว เพื่อศึกษากลไกการเกิดโรคในมนุษย์และคิดค้นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพต่อไป

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์มักใช้หนูเมาส์และหนูแรทเป็นสัตว์ทดลอง โดยการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อศึกษากลไกการเกิดโรคต่างๆในมนุษย และทดลองหาวิธีรักษาในระดับพรีคลินิก ก่อนที่จะทดลองในคนซึ่งเป็นระดับคลินิก ทว่า ยังมีอีกหลายโรค โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ส และพาร์กินสันส์ ซึ่งมีความซับซ้อนมากเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะศึกษาได้ในหนูทดลอง เนื่องจากความแตกต่างทางชีววิทยาบางอย่างระหว่างคนกับหนู

ส่วนความหวังที่จะใช้สัตว์ในตระกูลไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์ สำหรับเป็นต้นแบบในการศึกษาทางการแพทย์นั้นมีมานานแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการดัดแปลงพันธุกรรมโดยการใส่ยีนเข้าไปในเซลล์ อสุจิและเซลล์ไข่ของลิง เพื่อที่จะให้ดีเอ็นเอที่ในใส่เข้าไปถ่ายทอดถึงรุ่นต่อๆไปได้ ซึ่งครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกที่สามารถใส่ยีนจากภายนอกให้เข้าไป อยู่ในเซลล์สืบพันธุ์ของลิงได้

ทั้งนี้ ลิงดัดแปลงพันธุกรรมตัวแรกของโลกนั้นลืมตาดูโลกเมื่อปีวันที่ 2 ต.ค. 2543 เป็นลิงวอก (rhesus monkey) โดยทีมวิจัยสหรัฐฯ และได้รับการตั้งชื่อให้ว่า “แอนดี” (ANDi) ที่สะกดกลับหลังมาจากคำว่า อินเซอร์เทด ดีเอ็นเอ หรือ ไอดีเอ็นเอ (Inserted DNA: iDNA) โดยได้รับการใส่ยีนจีเอฟพีเข้าไปในร่างกายและเรืองแสงได้เช่นกัน แต่ยีนดังกล่าวไม่ได้เข้าไปอยู่ในเซลล์สืบพันธุ์ของแอนดีด้วย

นี่ เป็นกรณีแรกของโลกที่สามารถเหนี่ยวนำให้ยีนแปลกปลอมเข้าไปสอดแทรกอยู่ใน เซลล์สืบพันธุ์ของลิงได้ และสามารถที่จะถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปได้” ทีมนักวิจัยระบุ ซึ่งก้าวต่อไปของงานวิจัย นักวิทยาศาสตร์จะทดลองสร้างลิงมาร์โมเซ็ทตัดต่อพันธุกรรมที่สามารถส่งต่อ ลักษณะเหล่านั้นไปถึงลูกหลานได้ โดยจะตัดต่อยีนให้มีการแสดงออกของโรคที่เกิดในมนุษย์ เช่น พาร์กินสัน, กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเอแอลเอส (amyotrophic lateral sclerosis: ALS) เป็นต้น

จากผลสำเร็จการตัดต่อพันธุกรรมสัตว์ในตระกูลไพรเมตครั้งนี้ของทีม วิจัยมหาวิทยาลัยเคโอ ทำให้เกิดความกังวลขึ้นมาว่าอาจนำไปสู่การสร้างมนุษย์ด้วยเทคนิคทางพันธุ วิศวกรรมในอนาคต

“ยังมีคำถามอีกมากมายที่ไม่มีคำตอบ มันเป็นการก้าวที่ใหญ่มาก จากการสร้างลิงมาร์โมเซ็ทเรืองแสง ไปสู่การสร้างลิงมาร์โมเซ็ทที่เป็นโรคเช่นเดียวกับมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าที่จะทำได้ และยังมีข้อถกเถียงในด้านจริยธรรมอีกมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง” เฮเลน วอลเลซ เจ้าหน้าที่ของจีนวอทช์ (GeneWatch) องค์กรเอ็นจีโอที่เฝ้าระวังทางด้านจริยธรรมกับเทคโนโลยีชีวภาพของอังกฤษ กล่าวกับผู้สื่อข่าวของเอเอฟพี

“ขั้นต้นอาจเป็นการถกเถียงในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิภาพของ สัตว์ที่นำมาทดลอง และในลำดับต่อๆ ไปก็คงถกเถียงกันเรื่องแนวโน้มของอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำสิ่งเหล่า นี้ ไม่ว่าจะก่อให้เกิดการตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์อย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม” เจ้าหน้าที่จากจีนวอทช์แสดงความเป็นห่วง.

ที่มา : http://www.thaivetcentral.com

(Triops) มันเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตมานานกว่า200ล้านปี

สมาชิกหลายๆท่านคงจะเคยได้ยินและเคยรู้จักกับเจ้าสัตว์ตัวนี้กันนะครับ
หลายๆที่หลายๆเว็บ ก็มีการขายเจ้าสัตว์แปลกๆ ตัวนี้ ผมก็เลยไปเอาข้อมูลข่าวของสัตว์ชนิดนี้มาให้อ่านกัน คร่าวๆครับ เอาไว้เพื่อว่าเพื่อนๆท่านใดสนใจก็ลองไปหา มาเลี้ยงดูได้ครับ แล้วถ้าเลี้ยงแล้วเป็นอย่างไรอย่าลืมบอกต่อกันนะครับ

Triops_numidicus_pic

“Triops” มันเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตมานานกว่า200ล้านปี มีรูปร่าหน้าตาคล้ายกุ้ง+แมงดา
อยู่กับไดโนเสาร์มาโดยตลอด จนกระทั่งไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์หมดไป แต่ด้วยความที่เป็นสัตว์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้มันสามารถปรับตัวอยู่ รอด ได้.. มันจึงมีวิวัฒนาการที่สุดยอดเพื่อก้าวไปสู่ควาเป็นอมตะนั้นเอง

684px-triops_longicaudatus2

ในขณะนี้กำลังเป็นสัตว์เลี้ยงที่ฮิตในหมู่วัยรุ่นอเมริกาและออสเตรเลีย วิธีการเลี้ยงก็ง่ายแสนง่าย เพราะขายในราคากล่องละ 500 บาท ภายในบรรจุซากไข่แห้งของสัตว์น้ำดึกดำบรรพ์ชนิดนี้พร้อมอาหาร ตัวปรับสภาพน้ำและคู่มืออธิบายขั้นตอนการเลี้ยงอย่างละเอียด ซึ่งหลังจากเติมน้ำลงไปในซากไข่แห้ง ภายใน 24 ชั่วโมง Triops ก็จะฟักตัวออกมาและจะต้องให้อาหารตามที่ระบุไว้ในคู่มือ ก่อนจะเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดยาววัดจากหัวถึงหางประมาณ 1 นิ้ว แต่มีวงจรชีวิตสั้นเพียง 1-2 เดือนก็ตาย ซึ่งนับว่าเป็นของเล่นวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่ของวัยรุ่น ”

ผู้ค้าสัตว์น้ำดึกดำบรรพ์ บอกว่า ในประเทศสหรัฐมีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เป็นของเล่นที่ขายดีพอสมควร ทั้งนี้ ภายในกล่องบรรจุซากไข่แห้งประมาณ 30-40 ฟอง แต่จะไม่ฟักตัวครบจำนวน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการเลี้ยงที่ถูกต้อง

800px-Triops_closeup

การเติมน้ำสะอาดไม่มีสารเคมีเจือปน รวมทั้งการใช้โคมไฟส่องให้แสงสว่างและให้อาหารตามที่คู่มือกำหนดเขาบอกอีก ด้วยว่า ขณะนี้นักเลี้ยงกุ้งแคระหรือสัตว์น้ำหน้าตาแปลกๆ เริ่มรู้จักตัว Triops โดยสามารถนำไปเลี้ยงในตู้ปลาตู้ไม้น้ำหรือเลี้ยงแยกเดี่ยวๆไว้ก็ได้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ที่จริงสัตว์ชนิดนี้ สำหรับผมว่าก็เป็นสิ่งที่แปลก และผมก็ยังไม่เคยเลี้ยง แต่เห็นมีขายอยู่ ทั่วๆไป บางแห่ง บางเว็บครับ แต่สำหรับเพื่อนๆ ท่านอื่นๆอาจจะเคยเลี้ยงแล้วก็ได้ครับ เห็นว่ามันผสมพันธุ์ และ ออกลูกได้ด้วยครับ ถึงอายุจะสั้นไปหน่อย แต่ถ้าเอามาเลี้ยงเพื่อวิจัยสิ่งแปลกๆ ผมว่า ก็น่าสนใจดีครับ

www.thaipetonline.com

“สัตว์จิ๋ว” นับล้านยึดแควใหญ่ ผวาเข้าร่างกาย-กระทบเที่ยว

1_display[1]

ชาว เมืองกาญจน์ผวาสัตว์ตัวจิ๋วคล้าย”ปลิงเข็ม” แพร่กระจายทั่วลำน้ำแควใหญ่ หวั่นใช้อาบ-ดื่มกินไม่ปลอดภัย เผยคนถูกดูดกัดจะแสบผิวหนัง ผวาเข้ารูทวารต่างๆ ขณะเล่นน้ำ เชื่อมีนับล้านตัว จี้หน่วยงานตรวจสอบด่วน หวั่นกระทบท่องเที่ยว

เมื่อ วันที่ 9 พฤษภาคม ชาวบ้านที่ อาศัยอยู่บริเวณริมน้ำแควใหญ่ บ้านชุกกุ่ม ต.ท่ามะขาม อ.เมืองกาญจนบุรี ได้ร้องเรียนผู้สื่อข่าวว่า มีสัตว์ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายปลิงเข็มอาศัยอยู่ในแม่น้ำแควใหญ่เป็นจำนวน มาก และเมื่อคนลงไปเล่นน้ำก็จะเกาะติดตามร่างกาย สัตว์ชนิดดังกล่าวมีลักษณะเหมือนปลิงทั่วไปคือ สามารถยืดหดตัวได้ มีขนาดเล็กมาก แต่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ขณะหดตัวจะเท่ากับเม็ดถั่วเหลือง และเมื่อมันยืดตัวจะมีลักษณะเหมือนเข็ม ความยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร และจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับมีสีแดงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเกาะอยู่ตามตัวของคน ชาวบ้านจึงหวั่นวิตกในเรื่องของความปลอดภัยของผู้ที่ลงเล่นน้ำ และใช้น้ำจากแหล่งนี้เพื่อการอุปโภค บริโภค ที่สำคัญการประปากาญจนบุรีได้นำน้ำจากแม่น้ำดังกล่าวไปทำน้ำประปาแจกจ่ายไป ยังบ้านเรือนราษฎรในเขต จ.กาญจนบุรีอีกด้วย

นาง ศรีสุรัตน์ อินทร์ธิราช อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7 ถนนลาว ต.ท่ามะขาม ประธานชุมชนบ้านชุกกุ่ม และเป็นประธาน อสม. กล่าวว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ปกครองของเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านชุกกุ่ม มาร้องเรียนว่า มีสัตว์ลักษณะคล้ายปลิงเข็มเกาะติดตามร่างกายของเด็กๆ ที่ลงไปเล่นน้ำตามริมแม่น้ำแควใหญ่ เพียงแค่ 3-5 นาที สัตว์ดังกล่าวจะดูดและเกาะติดตามร่างกายนับร้อยตัว ปัจจุบันนี้มีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ถูกสัตว์ชนิดนี้เกาะตามลำตัวจะมีอาการคัน และจะแสบที่ผิวหนังเล็กน้อย มีลักษณะเหมือนดูดเลือด แต่ผู้ถูกเกาะจะไม่มีเลือดออกหรือมีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องใช้มือดึงออก หรือใช้ทรายลูบตามลำตัวก็จะทำให้หลุดออก จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สัตว์ชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในลำน้ำแควใหญ่ตั้งแต่ช่วงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ตลอดแนวลำน้ำเรื่อยมาจนถึงสะพานสุดใจ รวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร และมีจำนวนมากขณะน้ำนิ่ง เชื่อว่าตลอดลำน้ำจะต้องมีสัตว์ชนิดนี้เป็นล้านๆ ตัว

” เกรงว่าสัตว์ชนิดดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ลงไป เล่นน้ำ ซึ่งอาจจะเข้าไปสู่ร่างกายตามทวารต่างๆ ได้ โดยเฉพาะผู้ใช้น้ำจากแหล่งนี้ในการอุปโภค บริโภค อีกทั้งตามแนวลำน้ำแควใหญ่ยังเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทและเกสต์เฮาส์ เป็นจำนวนมาก จึงเป็นห่วงในเรื่องของผลกระทบทางด้านการท่องเที่ยว และที่สำคัญบริเวณที่พบเป็นต้นน้ำ การประปาได้นำน้ำดังกล่าวไปทำน้ำประปาเพื่อแจกจ่ายให้บ้านเรือนประชาชน จึงเกรงว่าอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้น้ำ” นางศรี สุรัตน์กล่าว และว่า ในสัปดาห์หน้า จะแจ้งให้สาธารณสุขเทศบาลเมืองกาญจนบุรีเข้ามาตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเป็นการด่วน ว่าสัตว์ชนิดนี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ พร้อมกับหาวิธีดำเนินการกำจัดโดยเร็วที่สุดด้วย

กิ้งกือ (Millipede) เป็นสัตว์มีขามากที่สุดในบรรดาสัตว์บก

“กิ้งกือ” (Millipede) เป็นสัตว์มีขามากที่สุดในบรรดาสัตว์บก ไม่มีกระดูกสันหลัง บนโลกใบย่อมลูกนี้มีมากถึง 10,000 ชนิด (สปีชีส์) สำหรับบ้านเราจากการสำรวจพบประมาณ 100 ชนิด มักจะเห็นบ่อยครั้งตามถนนหนทาง ชายป่า สวนครัว ป่าละเมาะ เขาหินปูน เป็นกิ้งกือตัวใหญ่ ทรงกระบอก หรือกิ้งกือหนอน มีลักษณะสีออกแดงๆ หรือสีน้ำตาล

243px-Millipede

โดยรูปร่าง เป็น ส่วนหัว มีตาอยู่ด้านข้าง (ยกเว้นกิ้งกือถ้ำจะไม่มีตา) และ ลำตัว ลักษณะขาข้อ (arthropods) หนวดสั้น ปาก 2 ส่วน บนล่างเพื่อใช้เคี้ยวและกด ลำตัวยาว มีขาสองคู่ต่อหนึ่งวงปล้อง ผิวมันแข็งทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกัน โตเต็มที่นับปล้องได้ ประมาณ 100-200 ปล้อง ขนาดลำตัวยาว 2 มม. ถึง 30 ซม.

เริ่มผสมพันธุ์ เมื่ออายุ 1 ปี ซึ่งตัวผู้ กับตัวเมียจะม้วนเกี่ยวรัดเป็นเกลียว จากนั้น 1 สัปดาห์ เพศเมียจะหาที่ ฝังไข่ซึ่งเป็นตามมูลซอกดิน ครั้งหนึ่งออกประมาณ 100-200 ฟอง ใช้เวลา 10 วัน ลูกกิ้งกือวัยอ่อนจะเหมือนแมลง มี 6 ขา จะเริ่มทยอย ขึ้นสู่หน้าดิน เพื่อหากินซากใบไม้ป่นเป็นอาหาร ในช่วงยามกลางคืน

กิ้งกือ

พอมันโตจึงเริ่มหันมากินไม้ผุ ขอนไม้ ใบไม้เน่า ซึ่งมีเชื้อรา แบคทีเรีย พร้อมกับ ถ่ายมูลเป็นก้อนคล้ายยาลูกกลอน เต็มไปด้วย จุลินทรีย์ สารอินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มธาตุอาหารในดิน และการช่วยย่อยสลายซากในระดับต้นๆ ดังนั้นมันจึงเป็นเสมือน “โรงงานธรรมชาติเคลื่อนที่”

หากมีภัยหรือที่หลายๆคนชอบเอาไม้ไปเขี่ย จะม้วนตัวขดเป็นวงกลม ขณะเดียวกันก็ ปล่อยสารเคมีกลุ่ม “ไซยาไนต์” หรือสารที่เรียกว่า “เบนโซควิโนน” ลักษณะสีเหลือง เมื่อถูกอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีแดง และเข้มในที่สุด มีกลิ่นเหม็นคล้ายน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำตามโรงพยาบาล

และ…หากมีปริมาณมากๆ ย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ หนทางที่ดีควรอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นการดีที่สุด!…

เพ็ญพิชญา เตียว
ที่มา:นสพ.ไทยรัฐ ฉบับที่ 18396 วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน 2551

ที่มาของรูป
http://comcircus.spaces.live.com
http://gotoknow.org

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก

kangkao

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก ได้แก่ ค้างคาวกิตติ (Craseonycteris Thonglongyai) ค้างคาวนับเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่สามารถบินได้ และมีระบบโซนาช่วยค้นหาทิศทางและสิ่งกีดขวางต่างๆ ตลอดเส้นทางที่บินไป รวมทั้งสื่อสารกับค้างคาวอื่นด้วย นับเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่มีในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลก ได้แก่ ค้างคาวกิตติ (Craseonycteris Thonglongyai) ค้างคาวนับเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่สามารถบินได้ และมีระบบโซนาช่วยค้นหาทิศทางและสิ่งกีดขวางต่างๆ ตลอดเส้นทางที่บินไป รวมทั้งสื่อสารกับค้างคาวอื่นด้วย นับเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่มีในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ

ค้าง คาวที่พบในประเทศไทยนั้น มีอยู่ทั้งสิ้น 10 วงศ์ 92 ชนิด มีทั้งที่กินผลไม้เป็นอาหารและกินแมลงเป็นอาหาร ชนิดที่ค้นพบใหม่ล่าสุดและเป็นที่ตื่นเต้นในบรรดานักสัตววิทยาของโลก คือ ค้างคาวกิตติ (Kitti’s Hog-Nosed Bat) ซึ่งเป็นค้างคาวกินแมงวงศ์ใหม่ของโลกและมีเพียงชนิดเดียว ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ของไทยคือ คุณกิตติ ทองลงยา เมื่อปี พ.ศ. 2516 ที่ถ้ำแถบอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ค้างคาวชนิดนี้มีขนาดที่เล็กมากคือ มีน้ำหนักเพียง 2 กรัม ความกว้างช่วงปีก 160 มิลลิเมตร ซึ่งกินเนสบุ๊คได้บันทึกไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2529 ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก สถานภาพในปัจจุบันจัดว่าเป็นสัตว์ที่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤติเป็นอันดับ 1 ในจำนวนสัตว์ 12 ชนิดทั่วโลกที่กำลังถูกคุกคามและใกล้จะสูญพันธุ์

ที่มา : http://www.vu.ac.th

สัตว์เลี้ยงน่าร๊าก >0<" <<ชินชิล่า>>

ทำความรู้จัก ชินชิล่า

ทำความรู้จักกับ ชินชิล่า

สำหรับบทความหัวข้อนี้ ผมขอแนะนำข้อมูลเบื้องต้นสำหรับ ทำความรู้จักกับเจ้า ชินชิล่ากันคร่าวๆก่อนแล้วกันนะครับ
ซึ่งรายระเอียดอื่นๆ แบบเจอะลึก แยกแต่ละหมวดออกไป จะคอยหามาลงให้เพื่อนๆได้ท่านกันตลอดครับ

ชินชิล่า ก็คือสัตว์เลี้ยง ชนิดหนึ่ง ซึ่งปกติแล้ว จะเป็นสัตว์เมืองหนาว และได้นำเข้า เข้ามาในไทย มานานหลายปีแล้ว
ชินชิล่าเป็นสัตว์ที่ตื่นเวลากลางคืน เหมือนพวก หนูแฮมสเตอร์ เม่นแคระ ชูการ์ หรือสัตว์อื่นๆหลายๆชนิดครับ
โดยลักษณะของขน จะคล้ายๆกับ ชูการ์ไกรเดอร์ ครับจะเป็นเส้นขนระเอียด มีหลายสี
ซึ่งในแต่ละสีก็จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไปครับ
.
ต่อไปมาดูข้อมูลเกี่ยวกับ ชินชิล่าคร่าวๆด้านล่างนี้เลยครับ
.
ชื่อ ชินชิล่า(Chinchilas)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Chinchilla lanigera

ถิ่นที่อยู่อาศัย ทวีปอเมริกาใต้ แถบเทือกเขา แอนดิส(Andes) ประเทศอาร์เจนติน่า บราซิล ชิลี บนที่ราบสุง
สถานที่เลี้ยง ต้องไม่โดนแสงแดดโดตรง อากาศถ่ายเทสะดวก อากาศเย็น ควรมีฉนวนกันความร้อน ถ้าร้อนมากควรหาวิธีการระบายความร้อนให้ เช่น เปิดแอร์

chinchila

อาหาร
หญ้าอัลฟาฟ่า อาหารเม็ด ลูกเกด ห้ามให้อาหารสด นม น้ำมันเด็ดขาด หญ้าอัลฟาฟ่า ควรลดปริมาณลงเมื่อชินชิล่ามีอายุครบ 8 เดือน เพราะอัลฟาฟ่า มีแคลเซียมสูงมาก จะทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียม มากไปจนทำให้เกิดนิ่ว ส่วนหญ้าแห้งชนิดอื่นๆสามารถให้ได้ไม่จำกัด

การอาบน้ำ
ใช้ฝุ่นผงภูเขาไฟในการอาบน้ำ

การออกกำลังกาย
ควรปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่นนอกกรงวันละ1-2ชั่วโมง

chinchilas

.การเลือกกรง
ชินชิล่าเป็นสัตว์ที่ชอบกระโดด ควรเลือกกรงที่สูงเเละกว้างพอ ปูชั้นล่างด้วยผ้านุ่ม เวลาที่เค้าโดดมาจะได้ไม่เจ็บเท่าไหร่

การเลือกซื้อ
เลือกตัวที่ร่าเริง ขี้เล่น กระปรี้กระเปร่า มีความคึกคักอยู่ตลอดเวลา ดูที่ก้นต้องไม่มีคราบอุจจาระเหนียวๆติดอยู่ ขนไม่ร่วง ตาสดใสไม่ขุ่น

.

บทความ
www.thaipetonline.com
www.hamsteronline.com

ร่วมอัพเดดบทความโดย : ko_peach

สัตว์เลี้ยงน่าร๊าก >0<" <<เม่นแคระ>>

ลักษณะ และประวัติ เม่นแคระ


ลักษณะและพฤติกรรม
ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะเม่นแคระอัฟริกา ที่ได้รับความนิยมสูง

ลักษณะและพฤติกรรม

eurhhogl

เม่น European Hedgehog

ขนาดลำตัวยาว 18-30 ซ.ม.หางยาวประมาณ 1.7-5 ซ.ม. หนัก 600-800 กรัม มีขนแข็งปรกติและยาวมีขนปกคลุมหนามากกว่า 3 ซ.ม. ขนอ่อนใต้ท้องสีเทาขนแข็งสีดำ-น้ำตาลอ่อน
ถิ่นที่อยู่อาศัย ในยุโรปทางด้านตะวันตก-ตะวันออก รัสเซียทางเหนือ เอเซีย

HEDGIE1A

เม่น African white-bellied Hedgehog (สายพันธ์ที่เราเลี้ยงกันอยู่ในไทย)
ขนาดลำตัวยาว 15 ซ.ม. หนัก 500-700 กรัม มีนิ้วมือ 5 นิ้ว นิ้วเท้า 4 นิ้ว ขนปกคลุมลำตัวมีขนาด 2.5 ซ.ม.ขนเป็นสีขาวและเทา ท้องและขาเป็นสีขาว ถิ่นที่อยู่อาศัย ในอาฟริกา อากาศแห้ง มีต้นไม้เพียงเล็กน้อย

DesertHedgehog20956

เม่น Desert Hedgehog
ขนาดลำตัวยาว14-28ซ.ม. หนัก300-500 กรัม ขนสามารถย่นได้ มีสีดำและมีส่วนผสมสีเหลืองขาว หูตั้งชี้ขึ้นมีสีเหลือง หน้าผากและหน้ามีสีขาว เท้าและหางสีน้ำตาลดำ
ถิ่นที่อยู่อาศัย ทะเลทรายทางเหนือและใต้ของอาฟริกา ประเทศอาระเบีย อาศัยในโพรงใต้ดิน ซอกหินและหน้าผา

1018816689_1e047f271d

Long-esred Hedgehog
ขนาดลำตัวยาว 15-28 ซ.ม.หนัก 400-500 กรัม ขนและขายาว หูยาวและตั้งขึ้น หูทำหน้าที่ระบายอากาศร้อนภายในตัว ขนแข็งสีครีม หน้ามีสีขาวหรือน้ำตาลอ่อน ขาและหางสีขาว ท้องสีขาว เท้าสีน้ำตาลเทา
ถิ่นที่อยู่อาศัย พบอยู่บริเวณทะเลทรายลิเบียทางเหนือ อียิปต์ เอเซีย อินเดีย และมองโกเลีย ชอบอาศัยอยู่ในโพรงร้าง หรือที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนิดอื่นๆ บางครั้งอาจพบได้ตามพุ่มไม้เล็กๆตามสวนสาธรณะ ไม่ชอบอยู่เป็นกลุ่ม ชอบอยู่ลำพัง

เม่นแคระเป็นสัตว์สันโดษ หากินตัวเดียวในตอนกลางคืน กลางวันนอน มีนิสัยชอบอยู่ตัวเดียว หวงอาณาเขต บริเวณหากินของตัวเอง ดังนั้นไม่แนะนำให้เลี้ยงเม่นแคระมากกว่า 1 ตัวในพื้นที่เลี้ยงเดียวกัน เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เม่นแคระต่อสู้ กัดกัน เพื่อแย่งชิงอาณาเขตบริเวณในการหาอาหาร แนะนำให้เลี้ยงแยกกันโดยเด็ดขาด อาจจับรวมกันได้บ้าง กรณีต้องการจับคู่ผสมพันธุ์เมื่อเม่นแคระอยู่ในวัยที่เหมาะสม คือช่วงอายุประมาณ 5 เดือนขึ้นไป
เม่นแคระเป็นสัตว์ขี้ระแวง ชอบหลบซ่อนตัวในตอนกลางวัน ถ้ามีอะไรผิดปกติหรือไม่คุ้นเคย เม่นแคระมักจะซุกตัวหาที่ซ่อน หรือขดตัวม้วนกลม เก็บขา หน้าตา และทำหนามตั้งชันขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากอันตราย แต่หากเม่นแคระได้กลิ่นแปลกๆจากวัตถุ สิ่งของต่างๆ เม่นแคระมักจะกัดและเคี้ยววัตถุสิ่งของดังกล่าวจนเกิดเป็นฟองน้ำลาย แล้วนำฟองน้ำลายดังกล่าวมาแปะติดไว้ตามตัว เพื่อจดจำกลิ่นดังกล่าว หรือปรับตัวเองให้มีกลิ่นเหมือนสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยตามปรกติของเม่นแคระทุกๆตัว ดังนั้นควรระมัดระวัง และหาทางป้องกันไม่ให้เม่นได้รับอันตรายจากพฤติกรรมนี้ ด้วยการไปกัด เคี้ยววัตถุที่มีพิษ จนอาจทำให้ได้รับสารพิษดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายและเสียชีวิตได้ อีกอย่างผู้เลี้ยงเม่นแคระใหม่ๆ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้ จะได้ไม่ตกใจจนเกินเหตุ เมื่อเห็นเม่นแคระแสดงพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ เช่น ตอนเปลี่ยนอาหารแมวรสใหม่ให้เม่นแคระ หรือการที่เปลี่ยนถ้วยอาหาร หรืออุปกรณ์ใหม่ๆเข้าไปในพื้นที่การเลี้ยงดู

ผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากหลายๆ แหล่งที่ให้ความรู้และขายสัตว์เหล่านี้อยู่ จึงได้มีการเรียกย่อยออกไปอีกหลายชื่อ ตามลักษณะที่พบ เป็นสัตว์หากินกลางคืน แต่ก็ตื่นทั้งกลางวันและกลางคืนคล้ายกับแมว เจ้าของจึงเล่นกับเขาได้ตลอดเหมือนเลี้ยงแมว ชอบอยู่เพียงลำพัง จึงเป็นข้อดีที่เขาจะเข้ากับเจ้าของได้ง่าย และทำกิจกรรมร่วมกัน เล่น ดูทีวี อุ้ม เที่ยวเล่น หรือนอนบนตัก ชอบขุดหลุมตามธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อซ่อนตัว และนอน ขยันหาอาหาร ถีบจักรเหมือนหนู แต่ไม่ได้หมายถึงจักรที่ต้องปีนป่ายแบบที่เห็นในหนู บางตัวชอบว่ายน้ำ มีความฉลาด และมีบุคลิกภาพส่วนตัว แต่ละตัวก็ต่างบุคลิกกันไป สามารถเล่นสนุกได้กับอุปกรณ์ที่จัดหาให้ง่ายๆ เช่น ตะกร้อพลาสติกเล็กๆ บางทีเรียกว่า “Hedgehog Wheel” ซึ่งนิยมนำมาให้เล่น สำหรับปีน ถีบ และดัน หลายคนนิยมประกอบบันไดในตู้เลี้ยง เพราะหลายตัวชอบปีนป่าย ขอนไม้ และท่อลอดต่างๆ ที่ทำเป็นทางวกวนไปมา แม้กระทั่งม้วนของทิชชู ก็เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เขามีความสุขได้ โดยการใช้หัวดุนให้หมุนกลิ้งไปเรื่อย ช่วยให้ได้ออกกำลังได้ดี

แม้ว่าเม่นแคระจะถูกสนใจและนำมาเลี้ยงมานานแล้ว แต่ยังมีความเป็นสัตว์ป่า และนิสัยดั่งเดิมอยู่มาก หากเป็นตัวที่ถูกจับมาหรือไม่คุ้นคน จึงไม่ค่อยจะทนต่อความเครียด การจับต้อง ก็จะป้องกันตัวเอง และส่งเสียงร้องหรือขู่ บางตัวก็ร้องไม่ยอมหยุดทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร พบในเม่นแคระที่ใช้เป็นสัตว์ทดลอง หรือเลี้ยงแบบธรรมชาติในสวนสัตว์ ที่ไม่คุ้นการจับต้องแบบเม่นเลี้ยง แต่หากคุ้นเคยกับผู้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก หรือเกิดจากการเพาะพันธุ์ ก็จะไม่แสดงอาการหวาดระแวง การร้องหรือขู่ก็เมื่อเกี้ยวพาราสี ร้องหาแม่ หรือตกใจหวาดกลัวแต่ก็มีหลายอย่างที่แตกต่างจากหนู คือค่อนข้างขี้ระแวง หากมีอะไรผิดปกติ เช่น สิ่งของใหม่ กลิ่นแปลก ก็จะแสดงอาการต่อต้านหรือหลบเลี่ยง มักพบเล่นน้ำลาย แล้วเอามาป้ายขนตัวเองเสมอ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดปกติ

เรื่องของการจำศีล

เนื่องจากเป็นสัตว์ท้องถิ่นของอัฟริกา ที่มีอากาศแห้งแล้ง และร้อน เม่นแคระอัฟริกาจึงไม่จำศีล แม้จะนำมาเลี้ยงในประเทศหนาวแล้วก็ตาม นั่นเป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งจากเม่นแคระพันธุ์ยุโรป เม่นแคระอัฟริกามีความสามารถในการปรับอุณหภูมิของร่างกาย ทั้งจากอุณหภูมิภายนอก หรือฮีทเตอร์ที่เราจัดให้ และจากขบวนการเมตาบอลิซึมหลังจากได้รับอาหาร จึงจำเป็นต้องปรับอุณหภูมิที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับเขา รวมทั้งอาหารที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตามในหน้าหนาว เม่นแคระอัฟริกาจะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับได้ (semi-stuporous state)

โดยเมื่อหน้าหนาวมาเยือน สัตว์เหล่านี้จะทำการขุดหลุมหรือโพรงเพื่อนอน แต่ไม่ใช่การจำศีล (hibernation) ที่แท้จริง ระดับเมตาบอลิซึมก็ยังสูงกว่าที่พบในการจำศีล หรือไม่สามารถทำให้ช้าหรือต่ำจนถึงระดับจำศีลได้ เหมือนในเม่นแคระยุโรป เม่นแคระอัฟริกายังออกมาข้างนอกโพรงเสมอ และกลับไปนอนยาว ครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์ บางทีเรียกลักษณะแบบนี้ว่า สภาวะการหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว (Aestivation) เท่านั้น หากเจ้าของพยายามจะให้จำศีล ทั้งที่สัตว์ไม่สามารถตามธรรมชาติ จะทำให้เม่นแคระอัฟริกาตายเนื่องจากสภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ (hypothermia) หรือขาดอาหาร หรือทั้งสองอย่าง

ขณะที่เม่นพันธุ์ยุโรปนั้น ตามธรรมชาติ เมื่อถึงหน้าหนาวจะเข้าสู่การจำศีล ซึ่งเป็นข้อดีของสัตว์ที่อาศัยในประเทศที่มีอากาศหนาว เมื่ออากาศเย็นลง ร่างกายมีความสามารถปรับตัวเองสู่การจำศีลได้อย่างไม่มีปัญหา เป็นการพัฒนาการมานับตั้งแต่โบราณ โดยจะเริ่มเข้าสู่การหลับ (stuporous state) ก่อนเข้าสู่การจำศีลอย่างสมบูรณ์ โดยจะค่อยๆ ลดเมตาบอลิซึมในร่างกายลง แต่ลักษณะกลไกของร่างกายดังกล่าว ก็สามารถเกิดอันตรายได้ เนื่องจากสัตว์จะไม่สามารถควบคุมความร้อนในร่างกายได้ หากไม่อยู่ในสภาวะจำศีล โดยเจ้าของไม่เข้าใจ ก็จะทำให้เม่นแคระยุโรปตายได้

ที่มาของข้อมูล :
ร่วมเผยแพร่โดย : www.thaipetonline.com


*ตัวนี้เจ้าของกระทู้ก้อมีคู่นึง สีขาวกะสีดำ+ขาว น่ารักมากๆ แต่กัดเจ็บชิบหาย = ="*