จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สัตว์เลี้ยงน่าร๊าก >0<" <<ชินชิล่า>>

ทำความรู้จัก ชินชิล่า

ทำความรู้จักกับ ชินชิล่า

สำหรับบทความหัวข้อนี้ ผมขอแนะนำข้อมูลเบื้องต้นสำหรับ ทำความรู้จักกับเจ้า ชินชิล่ากันคร่าวๆก่อนแล้วกันนะครับ
ซึ่งรายระเอียดอื่นๆ แบบเจอะลึก แยกแต่ละหมวดออกไป จะคอยหามาลงให้เพื่อนๆได้ท่านกันตลอดครับ

ชินชิล่า ก็คือสัตว์เลี้ยง ชนิดหนึ่ง ซึ่งปกติแล้ว จะเป็นสัตว์เมืองหนาว และได้นำเข้า เข้ามาในไทย มานานหลายปีแล้ว
ชินชิล่าเป็นสัตว์ที่ตื่นเวลากลางคืน เหมือนพวก หนูแฮมสเตอร์ เม่นแคระ ชูการ์ หรือสัตว์อื่นๆหลายๆชนิดครับ
โดยลักษณะของขน จะคล้ายๆกับ ชูการ์ไกรเดอร์ ครับจะเป็นเส้นขนระเอียด มีหลายสี
ซึ่งในแต่ละสีก็จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไปครับ
.
ต่อไปมาดูข้อมูลเกี่ยวกับ ชินชิล่าคร่าวๆด้านล่างนี้เลยครับ
.
ชื่อ ชินชิล่า(Chinchilas)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Chinchilla lanigera

ถิ่นที่อยู่อาศัย ทวีปอเมริกาใต้ แถบเทือกเขา แอนดิส(Andes) ประเทศอาร์เจนติน่า บราซิล ชิลี บนที่ราบสุง
สถานที่เลี้ยง ต้องไม่โดนแสงแดดโดตรง อากาศถ่ายเทสะดวก อากาศเย็น ควรมีฉนวนกันความร้อน ถ้าร้อนมากควรหาวิธีการระบายความร้อนให้ เช่น เปิดแอร์

chinchila

อาหาร
หญ้าอัลฟาฟ่า อาหารเม็ด ลูกเกด ห้ามให้อาหารสด นม น้ำมันเด็ดขาด หญ้าอัลฟาฟ่า ควรลดปริมาณลงเมื่อชินชิล่ามีอายุครบ 8 เดือน เพราะอัลฟาฟ่า มีแคลเซียมสูงมาก จะทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียม มากไปจนทำให้เกิดนิ่ว ส่วนหญ้าแห้งชนิดอื่นๆสามารถให้ได้ไม่จำกัด

การอาบน้ำ
ใช้ฝุ่นผงภูเขาไฟในการอาบน้ำ

การออกกำลังกาย
ควรปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่นนอกกรงวันละ1-2ชั่วโมง

chinchilas

.การเลือกกรง
ชินชิล่าเป็นสัตว์ที่ชอบกระโดด ควรเลือกกรงที่สูงเเละกว้างพอ ปูชั้นล่างด้วยผ้านุ่ม เวลาที่เค้าโดดมาจะได้ไม่เจ็บเท่าไหร่

การเลือกซื้อ
เลือกตัวที่ร่าเริง ขี้เล่น กระปรี้กระเปร่า มีความคึกคักอยู่ตลอดเวลา ดูที่ก้นต้องไม่มีคราบอุจจาระเหนียวๆติดอยู่ ขนไม่ร่วง ตาสดใสไม่ขุ่น

.

บทความ
www.thaipetonline.com
www.hamsteronline.com

ร่วมอัพเดดบทความโดย : ko_peach

สัตว์เลี้ยงน่าร๊าก >0<" <<เม่นแคระ>>

ลักษณะ และประวัติ เม่นแคระ


ลักษณะและพฤติกรรม
ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะเม่นแคระอัฟริกา ที่ได้รับความนิยมสูง

ลักษณะและพฤติกรรม

eurhhogl

เม่น European Hedgehog

ขนาดลำตัวยาว 18-30 ซ.ม.หางยาวประมาณ 1.7-5 ซ.ม. หนัก 600-800 กรัม มีขนแข็งปรกติและยาวมีขนปกคลุมหนามากกว่า 3 ซ.ม. ขนอ่อนใต้ท้องสีเทาขนแข็งสีดำ-น้ำตาลอ่อน
ถิ่นที่อยู่อาศัย ในยุโรปทางด้านตะวันตก-ตะวันออก รัสเซียทางเหนือ เอเซีย

HEDGIE1A

เม่น African white-bellied Hedgehog (สายพันธ์ที่เราเลี้ยงกันอยู่ในไทย)
ขนาดลำตัวยาว 15 ซ.ม. หนัก 500-700 กรัม มีนิ้วมือ 5 นิ้ว นิ้วเท้า 4 นิ้ว ขนปกคลุมลำตัวมีขนาด 2.5 ซ.ม.ขนเป็นสีขาวและเทา ท้องและขาเป็นสีขาว ถิ่นที่อยู่อาศัย ในอาฟริกา อากาศแห้ง มีต้นไม้เพียงเล็กน้อย

DesertHedgehog20956

เม่น Desert Hedgehog
ขนาดลำตัวยาว14-28ซ.ม. หนัก300-500 กรัม ขนสามารถย่นได้ มีสีดำและมีส่วนผสมสีเหลืองขาว หูตั้งชี้ขึ้นมีสีเหลือง หน้าผากและหน้ามีสีขาว เท้าและหางสีน้ำตาลดำ
ถิ่นที่อยู่อาศัย ทะเลทรายทางเหนือและใต้ของอาฟริกา ประเทศอาระเบีย อาศัยในโพรงใต้ดิน ซอกหินและหน้าผา

1018816689_1e047f271d

Long-esred Hedgehog
ขนาดลำตัวยาว 15-28 ซ.ม.หนัก 400-500 กรัม ขนและขายาว หูยาวและตั้งขึ้น หูทำหน้าที่ระบายอากาศร้อนภายในตัว ขนแข็งสีครีม หน้ามีสีขาวหรือน้ำตาลอ่อน ขาและหางสีขาว ท้องสีขาว เท้าสีน้ำตาลเทา
ถิ่นที่อยู่อาศัย พบอยู่บริเวณทะเลทรายลิเบียทางเหนือ อียิปต์ เอเซีย อินเดีย และมองโกเลีย ชอบอาศัยอยู่ในโพรงร้าง หรือที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนิดอื่นๆ บางครั้งอาจพบได้ตามพุ่มไม้เล็กๆตามสวนสาธรณะ ไม่ชอบอยู่เป็นกลุ่ม ชอบอยู่ลำพัง

เม่นแคระเป็นสัตว์สันโดษ หากินตัวเดียวในตอนกลางคืน กลางวันนอน มีนิสัยชอบอยู่ตัวเดียว หวงอาณาเขต บริเวณหากินของตัวเอง ดังนั้นไม่แนะนำให้เลี้ยงเม่นแคระมากกว่า 1 ตัวในพื้นที่เลี้ยงเดียวกัน เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เม่นแคระต่อสู้ กัดกัน เพื่อแย่งชิงอาณาเขตบริเวณในการหาอาหาร แนะนำให้เลี้ยงแยกกันโดยเด็ดขาด อาจจับรวมกันได้บ้าง กรณีต้องการจับคู่ผสมพันธุ์เมื่อเม่นแคระอยู่ในวัยที่เหมาะสม คือช่วงอายุประมาณ 5 เดือนขึ้นไป
เม่นแคระเป็นสัตว์ขี้ระแวง ชอบหลบซ่อนตัวในตอนกลางวัน ถ้ามีอะไรผิดปกติหรือไม่คุ้นเคย เม่นแคระมักจะซุกตัวหาที่ซ่อน หรือขดตัวม้วนกลม เก็บขา หน้าตา และทำหนามตั้งชันขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากอันตราย แต่หากเม่นแคระได้กลิ่นแปลกๆจากวัตถุ สิ่งของต่างๆ เม่นแคระมักจะกัดและเคี้ยววัตถุสิ่งของดังกล่าวจนเกิดเป็นฟองน้ำลาย แล้วนำฟองน้ำลายดังกล่าวมาแปะติดไว้ตามตัว เพื่อจดจำกลิ่นดังกล่าว หรือปรับตัวเองให้มีกลิ่นเหมือนสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยตามปรกติของเม่นแคระทุกๆตัว ดังนั้นควรระมัดระวัง และหาทางป้องกันไม่ให้เม่นได้รับอันตรายจากพฤติกรรมนี้ ด้วยการไปกัด เคี้ยววัตถุที่มีพิษ จนอาจทำให้ได้รับสารพิษดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายและเสียชีวิตได้ อีกอย่างผู้เลี้ยงเม่นแคระใหม่ๆ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้ จะได้ไม่ตกใจจนเกินเหตุ เมื่อเห็นเม่นแคระแสดงพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ เช่น ตอนเปลี่ยนอาหารแมวรสใหม่ให้เม่นแคระ หรือการที่เปลี่ยนถ้วยอาหาร หรืออุปกรณ์ใหม่ๆเข้าไปในพื้นที่การเลี้ยงดู

ผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากหลายๆ แหล่งที่ให้ความรู้และขายสัตว์เหล่านี้อยู่ จึงได้มีการเรียกย่อยออกไปอีกหลายชื่อ ตามลักษณะที่พบ เป็นสัตว์หากินกลางคืน แต่ก็ตื่นทั้งกลางวันและกลางคืนคล้ายกับแมว เจ้าของจึงเล่นกับเขาได้ตลอดเหมือนเลี้ยงแมว ชอบอยู่เพียงลำพัง จึงเป็นข้อดีที่เขาจะเข้ากับเจ้าของได้ง่าย และทำกิจกรรมร่วมกัน เล่น ดูทีวี อุ้ม เที่ยวเล่น หรือนอนบนตัก ชอบขุดหลุมตามธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อซ่อนตัว และนอน ขยันหาอาหาร ถีบจักรเหมือนหนู แต่ไม่ได้หมายถึงจักรที่ต้องปีนป่ายแบบที่เห็นในหนู บางตัวชอบว่ายน้ำ มีความฉลาด และมีบุคลิกภาพส่วนตัว แต่ละตัวก็ต่างบุคลิกกันไป สามารถเล่นสนุกได้กับอุปกรณ์ที่จัดหาให้ง่ายๆ เช่น ตะกร้อพลาสติกเล็กๆ บางทีเรียกว่า “Hedgehog Wheel” ซึ่งนิยมนำมาให้เล่น สำหรับปีน ถีบ และดัน หลายคนนิยมประกอบบันไดในตู้เลี้ยง เพราะหลายตัวชอบปีนป่าย ขอนไม้ และท่อลอดต่างๆ ที่ทำเป็นทางวกวนไปมา แม้กระทั่งม้วนของทิชชู ก็เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เขามีความสุขได้ โดยการใช้หัวดุนให้หมุนกลิ้งไปเรื่อย ช่วยให้ได้ออกกำลังได้ดี

แม้ว่าเม่นแคระจะถูกสนใจและนำมาเลี้ยงมานานแล้ว แต่ยังมีความเป็นสัตว์ป่า และนิสัยดั่งเดิมอยู่มาก หากเป็นตัวที่ถูกจับมาหรือไม่คุ้นคน จึงไม่ค่อยจะทนต่อความเครียด การจับต้อง ก็จะป้องกันตัวเอง และส่งเสียงร้องหรือขู่ บางตัวก็ร้องไม่ยอมหยุดทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร พบในเม่นแคระที่ใช้เป็นสัตว์ทดลอง หรือเลี้ยงแบบธรรมชาติในสวนสัตว์ ที่ไม่คุ้นการจับต้องแบบเม่นเลี้ยง แต่หากคุ้นเคยกับผู้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก หรือเกิดจากการเพาะพันธุ์ ก็จะไม่แสดงอาการหวาดระแวง การร้องหรือขู่ก็เมื่อเกี้ยวพาราสี ร้องหาแม่ หรือตกใจหวาดกลัวแต่ก็มีหลายอย่างที่แตกต่างจากหนู คือค่อนข้างขี้ระแวง หากมีอะไรผิดปกติ เช่น สิ่งของใหม่ กลิ่นแปลก ก็จะแสดงอาการต่อต้านหรือหลบเลี่ยง มักพบเล่นน้ำลาย แล้วเอามาป้ายขนตัวเองเสมอ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดปกติ

เรื่องของการจำศีล

เนื่องจากเป็นสัตว์ท้องถิ่นของอัฟริกา ที่มีอากาศแห้งแล้ง และร้อน เม่นแคระอัฟริกาจึงไม่จำศีล แม้จะนำมาเลี้ยงในประเทศหนาวแล้วก็ตาม นั่นเป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งจากเม่นแคระพันธุ์ยุโรป เม่นแคระอัฟริกามีความสามารถในการปรับอุณหภูมิของร่างกาย ทั้งจากอุณหภูมิภายนอก หรือฮีทเตอร์ที่เราจัดให้ และจากขบวนการเมตาบอลิซึมหลังจากได้รับอาหาร จึงจำเป็นต้องปรับอุณหภูมิที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับเขา รวมทั้งอาหารที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตามในหน้าหนาว เม่นแคระอัฟริกาจะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับได้ (semi-stuporous state)

โดยเมื่อหน้าหนาวมาเยือน สัตว์เหล่านี้จะทำการขุดหลุมหรือโพรงเพื่อนอน แต่ไม่ใช่การจำศีล (hibernation) ที่แท้จริง ระดับเมตาบอลิซึมก็ยังสูงกว่าที่พบในการจำศีล หรือไม่สามารถทำให้ช้าหรือต่ำจนถึงระดับจำศีลได้ เหมือนในเม่นแคระยุโรป เม่นแคระอัฟริกายังออกมาข้างนอกโพรงเสมอ และกลับไปนอนยาว ครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์ บางทีเรียกลักษณะแบบนี้ว่า สภาวะการหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว (Aestivation) เท่านั้น หากเจ้าของพยายามจะให้จำศีล ทั้งที่สัตว์ไม่สามารถตามธรรมชาติ จะทำให้เม่นแคระอัฟริกาตายเนื่องจากสภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ (hypothermia) หรือขาดอาหาร หรือทั้งสองอย่าง

ขณะที่เม่นพันธุ์ยุโรปนั้น ตามธรรมชาติ เมื่อถึงหน้าหนาวจะเข้าสู่การจำศีล ซึ่งเป็นข้อดีของสัตว์ที่อาศัยในประเทศที่มีอากาศหนาว เมื่ออากาศเย็นลง ร่างกายมีความสามารถปรับตัวเองสู่การจำศีลได้อย่างไม่มีปัญหา เป็นการพัฒนาการมานับตั้งแต่โบราณ โดยจะเริ่มเข้าสู่การหลับ (stuporous state) ก่อนเข้าสู่การจำศีลอย่างสมบูรณ์ โดยจะค่อยๆ ลดเมตาบอลิซึมในร่างกายลง แต่ลักษณะกลไกของร่างกายดังกล่าว ก็สามารถเกิดอันตรายได้ เนื่องจากสัตว์จะไม่สามารถควบคุมความร้อนในร่างกายได้ หากไม่อยู่ในสภาวะจำศีล โดยเจ้าของไม่เข้าใจ ก็จะทำให้เม่นแคระยุโรปตายได้

ที่มาของข้อมูล :
ร่วมเผยแพร่โดย : www.thaipetonline.com


*ตัวนี้เจ้าของกระทู้ก้อมีคู่นึง สีขาวกะสีดำ+ขาว น่ารักมากๆ แต่กัดเจ็บชิบหาย = ="*

สัตว์เลี้ยงน่าร๊าก >0<" <<เม่นแคระ>>

ลักษณะ และประวัติ เม่นแคระ


ลักษณะและพฤติกรรม
ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะเม่นแคระอัฟริกา ที่ได้รับความนิยมสูง

ลักษณะและพฤติกรรม

eurhhogl

เม่น European Hedgehog

ขนาดลำตัวยาว 18-30 ซ.ม.หางยาวประมาณ 1.7-5 ซ.ม. หนัก 600-800 กรัม มีขนแข็งปรกติและยาวมีขนปกคลุมหนามากกว่า 3 ซ.ม. ขนอ่อนใต้ท้องสีเทาขนแข็งสีดำ-น้ำตาลอ่อน
ถิ่นที่อยู่อาศัย ในยุโรปทางด้านตะวันตก-ตะวันออก รัสเซียทางเหนือ เอเซีย

HEDGIE1A

เม่น African white-bellied Hedgehog (สายพันธ์ที่เราเลี้ยงกันอยู่ในไทย)
ขนาดลำตัวยาว 15 ซ.ม. หนัก 500-700 กรัม มีนิ้วมือ 5 นิ้ว นิ้วเท้า 4 นิ้ว ขนปกคลุมลำตัวมีขนาด 2.5 ซ.ม.ขนเป็นสีขาวและเทา ท้องและขาเป็นสีขาว ถิ่นที่อยู่อาศัย ในอาฟริกา อากาศแห้ง มีต้นไม้เพียงเล็กน้อย

DesertHedgehog20956

เม่น Desert Hedgehog
ขนาดลำตัวยาว14-28ซ.ม. หนัก300-500 กรัม ขนสามารถย่นได้ มีสีดำและมีส่วนผสมสีเหลืองขาว หูตั้งชี้ขึ้นมีสีเหลือง หน้าผากและหน้ามีสีขาว เท้าและหางสีน้ำตาลดำ
ถิ่นที่อยู่อาศัย ทะเลทรายทางเหนือและใต้ของอาฟริกา ประเทศอาระเบีย อาศัยในโพรงใต้ดิน ซอกหินและหน้าผา

1018816689_1e047f271d

Long-esred Hedgehog
ขนาดลำตัวยาว 15-28 ซ.ม.หนัก 400-500 กรัม ขนและขายาว หูยาวและตั้งขึ้น หูทำหน้าที่ระบายอากาศร้อนภายในตัว ขนแข็งสีครีม หน้ามีสีขาวหรือน้ำตาลอ่อน ขาและหางสีขาว ท้องสีขาว เท้าสีน้ำตาลเทา
ถิ่นที่อยู่อาศัย พบอยู่บริเวณทะเลทรายลิเบียทางเหนือ อียิปต์ เอเซีย อินเดีย และมองโกเลีย ชอบอาศัยอยู่ในโพรงร้าง หรือที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนิดอื่นๆ บางครั้งอาจพบได้ตามพุ่มไม้เล็กๆตามสวนสาธรณะ ไม่ชอบอยู่เป็นกลุ่ม ชอบอยู่ลำพัง

เม่นแคระเป็นสัตว์สันโดษ หากินตัวเดียวในตอนกลางคืน กลางวันนอน มีนิสัยชอบอยู่ตัวเดียว หวงอาณาเขต บริเวณหากินของตัวเอง ดังนั้นไม่แนะนำให้เลี้ยงเม่นแคระมากกว่า 1 ตัวในพื้นที่เลี้ยงเดียวกัน เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เม่นแคระต่อสู้ กัดกัน เพื่อแย่งชิงอาณาเขตบริเวณในการหาอาหาร แนะนำให้เลี้ยงแยกกันโดยเด็ดขาด อาจจับรวมกันได้บ้าง กรณีต้องการจับคู่ผสมพันธุ์เมื่อเม่นแคระอยู่ในวัยที่เหมาะสม คือช่วงอายุประมาณ 5 เดือนขึ้นไป
เม่นแคระเป็นสัตว์ขี้ระแวง ชอบหลบซ่อนตัวในตอนกลางวัน ถ้ามีอะไรผิดปกติหรือไม่คุ้นเคย เม่นแคระมักจะซุกตัวหาที่ซ่อน หรือขดตัวม้วนกลม เก็บขา หน้าตา และทำหนามตั้งชันขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากอันตราย แต่หากเม่นแคระได้กลิ่นแปลกๆจากวัตถุ สิ่งของต่างๆ เม่นแคระมักจะกัดและเคี้ยววัตถุสิ่งของดังกล่าวจนเกิดเป็นฟองน้ำลาย แล้วนำฟองน้ำลายดังกล่าวมาแปะติดไว้ตามตัว เพื่อจดจำกลิ่นดังกล่าว หรือปรับตัวเองให้มีกลิ่นเหมือนสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยตามปรกติของเม่นแคระทุกๆตัว ดังนั้นควรระมัดระวัง และหาทางป้องกันไม่ให้เม่นได้รับอันตรายจากพฤติกรรมนี้ ด้วยการไปกัด เคี้ยววัตถุที่มีพิษ จนอาจทำให้ได้รับสารพิษดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายและเสียชีวิตได้ อีกอย่างผู้เลี้ยงเม่นแคระใหม่ๆ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้ จะได้ไม่ตกใจจนเกินเหตุ เมื่อเห็นเม่นแคระแสดงพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ เช่น ตอนเปลี่ยนอาหารแมวรสใหม่ให้เม่นแคระ หรือการที่เปลี่ยนถ้วยอาหาร หรืออุปกรณ์ใหม่ๆเข้าไปในพื้นที่การเลี้ยงดู

ผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากหลายๆ แหล่งที่ให้ความรู้และขายสัตว์เหล่านี้อยู่ จึงได้มีการเรียกย่อยออกไปอีกหลายชื่อ ตามลักษณะที่พบ เป็นสัตว์หากินกลางคืน แต่ก็ตื่นทั้งกลางวันและกลางคืนคล้ายกับแมว เจ้าของจึงเล่นกับเขาได้ตลอดเหมือนเลี้ยงแมว ชอบอยู่เพียงลำพัง จึงเป็นข้อดีที่เขาจะเข้ากับเจ้าของได้ง่าย และทำกิจกรรมร่วมกัน เล่น ดูทีวี อุ้ม เที่ยวเล่น หรือนอนบนตัก ชอบขุดหลุมตามธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อซ่อนตัว และนอน ขยันหาอาหาร ถีบจักรเหมือนหนู แต่ไม่ได้หมายถึงจักรที่ต้องปีนป่ายแบบที่เห็นในหนู บางตัวชอบว่ายน้ำ มีความฉลาด และมีบุคลิกภาพส่วนตัว แต่ละตัวก็ต่างบุคลิกกันไป สามารถเล่นสนุกได้กับอุปกรณ์ที่จัดหาให้ง่ายๆ เช่น ตะกร้อพลาสติกเล็กๆ บางทีเรียกว่า “Hedgehog Wheel” ซึ่งนิยมนำมาให้เล่น สำหรับปีน ถีบ และดัน หลายคนนิยมประกอบบันไดในตู้เลี้ยง เพราะหลายตัวชอบปีนป่าย ขอนไม้ และท่อลอดต่างๆ ที่ทำเป็นทางวกวนไปมา แม้กระทั่งม้วนของทิชชู ก็เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เขามีความสุขได้ โดยการใช้หัวดุนให้หมุนกลิ้งไปเรื่อย ช่วยให้ได้ออกกำลังได้ดี

แม้ว่าเม่นแคระจะถูกสนใจและนำมาเลี้ยงมานานแล้ว แต่ยังมีความเป็นสัตว์ป่า และนิสัยดั่งเดิมอยู่มาก หากเป็นตัวที่ถูกจับมาหรือไม่คุ้นคน จึงไม่ค่อยจะทนต่อความเครียด การจับต้อง ก็จะป้องกันตัวเอง และส่งเสียงร้องหรือขู่ บางตัวก็ร้องไม่ยอมหยุดทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร พบในเม่นแคระที่ใช้เป็นสัตว์ทดลอง หรือเลี้ยงแบบธรรมชาติในสวนสัตว์ ที่ไม่คุ้นการจับต้องแบบเม่นเลี้ยง แต่หากคุ้นเคยกับผู้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก หรือเกิดจากการเพาะพันธุ์ ก็จะไม่แสดงอาการหวาดระแวง การร้องหรือขู่ก็เมื่อเกี้ยวพาราสี ร้องหาแม่ หรือตกใจหวาดกลัวแต่ก็มีหลายอย่างที่แตกต่างจากหนู คือค่อนข้างขี้ระแวง หากมีอะไรผิดปกติ เช่น สิ่งของใหม่ กลิ่นแปลก ก็จะแสดงอาการต่อต้านหรือหลบเลี่ยง มักพบเล่นน้ำลาย แล้วเอามาป้ายขนตัวเองเสมอ ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดปกติ

เรื่องของการจำศีล

เนื่องจากเป็นสัตว์ท้องถิ่นของอัฟริกา ที่มีอากาศแห้งแล้ง และร้อน เม่นแคระอัฟริกาจึงไม่จำศีล แม้จะนำมาเลี้ยงในประเทศหนาวแล้วก็ตาม นั่นเป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งจากเม่นแคระพันธุ์ยุโรป เม่นแคระอัฟริกามีความสามารถในการปรับอุณหภูมิของร่างกาย ทั้งจากอุณหภูมิภายนอก หรือฮีทเตอร์ที่เราจัดให้ และจากขบวนการเมตาบอลิซึมหลังจากได้รับอาหาร จึงจำเป็นต้องปรับอุณหภูมิที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับเขา รวมทั้งอาหารที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตามในหน้าหนาว เม่นแคระอัฟริกาจะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับได้ (semi-stuporous state)

โดยเมื่อหน้าหนาวมาเยือน สัตว์เหล่านี้จะทำการขุดหลุมหรือโพรงเพื่อนอน แต่ไม่ใช่การจำศีล (hibernation) ที่แท้จริง ระดับเมตาบอลิซึมก็ยังสูงกว่าที่พบในการจำศีล หรือไม่สามารถทำให้ช้าหรือต่ำจนถึงระดับจำศีลได้ เหมือนในเม่นแคระยุโรป เม่นแคระอัฟริกายังออกมาข้างนอกโพรงเสมอ และกลับไปนอนยาว ครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์ บางทีเรียกลักษณะแบบนี้ว่า สภาวะการหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว (Aestivation) เท่านั้น หากเจ้าของพยายามจะให้จำศีล ทั้งที่สัตว์ไม่สามารถตามธรรมชาติ จะทำให้เม่นแคระอัฟริกาตายเนื่องจากสภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ (hypothermia) หรือขาดอาหาร หรือทั้งสองอย่าง

ขณะที่เม่นพันธุ์ยุโรปนั้น ตามธรรมชาติ เมื่อถึงหน้าหนาวจะเข้าสู่การจำศีล ซึ่งเป็นข้อดีของสัตว์ที่อาศัยในประเทศที่มีอากาศหนาว เมื่ออากาศเย็นลง ร่างกายมีความสามารถปรับตัวเองสู่การจำศีลได้อย่างไม่มีปัญหา เป็นการพัฒนาการมานับตั้งแต่โบราณ โดยจะเริ่มเข้าสู่การหลับ (stuporous state) ก่อนเข้าสู่การจำศีลอย่างสมบูรณ์ โดยจะค่อยๆ ลดเมตาบอลิซึมในร่างกายลง แต่ลักษณะกลไกของร่างกายดังกล่าว ก็สามารถเกิดอันตรายได้ เนื่องจากสัตว์จะไม่สามารถควบคุมความร้อนในร่างกายได้ หากไม่อยู่ในสภาวะจำศีล โดยเจ้าของไม่เข้าใจ ก็จะทำให้เม่นแคระยุโรปตายได้

ที่มาของข้อมูล :
ร่วมเผยแพร่โดย : www.thaipetonline.com

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทดสอบการส่งงาน

ทดสอบการส่งงานครั้งที่ 1 ที่นี้

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สัตว์เลี้ยงน่าร๊าก >0<" <<งูหลาม>>


งูหลาม
Bivitattus Python(Burmese Python)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Python molurus bivitattus

ลักษณะทั่วไป
เป็นงูที่มีขนาดใหญ่มาก ลำตัวอ้วนสั้น หางสั้นไม่ยาวเหมือนงูเหลือม สีและลายผิดกับงูเหลือม ลายที่หัวผิดกับงูเหลือมอย่างเห็นได้ชัด มีแถบสีขาวจากบริเวณริมท้ายทอยต่อจากลำตัวมาจรดกันที่ปลายจมูก มีลักษณะรูปหน้าจั่วลายศรที่หัวสีขาว

ถิ่นอาศัย, อาหาร
มีทุกภาคในประเทศไทย ยกเว้นภาคใต้แถบติดต่อมาเลเซีย
งูหลามกินสัตว์ เช่น เก้ง กระต่าย หนู เป็ด ไก่ นก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
อุ้ยอ้าย เลื้อยช้า ไม่ดุนัก เป็นงูเชื่องช้าและไม่มีพิษ ไม่ค่อยขึ้นต้นไม้ ไม่ออกหากินไกลจากโพรงที่อยู่นัก คอยนอนดักจับสัตว์ที่เผลอเดินเข้ามาใกล้กิน ไม่ชอบลงหากินในน้ำ
งูหลามออกไข่ครั้งละประมาณ 40 ฟอง ระยะฟักเป็นตัวประมาณ 2 เดือน มีอายุยืนประมาณ 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 สถานที่ช

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา

สัตว์เลี้ยงน่าร๊าก >0<" <<ชูก้าไรเดอร์>>

ชูก้าไกเดอร์(Sugar glider)หรือที่เรียกกันว่า กระรอกบินออสเตเรีย
ชูก้าไกเดอร์ คือสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้องสำหรับเลี้ยงดูลูกอ่อน (pouch) มีถิ่นกำเหนิด ใน Australia,Tasmania,Papua-New Guinea และ Indonesia พวกมันเป็นสัตว์หา กินกลางคืน ใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนต้นไม้ ชูก้า มีน้ำหนัก ประมาณ 90-150 กรัม ขนาดของลำตัวตั้งแต่จมูกถึงปลายหางยาวประมาณ 12 นิ้ว มี ขนที่นิ่มละเอียด(มากๆครับ) แน่น เป็นสีเท่าหรือน้ำตาลตั้งแต่ลำตัวไปจนถึง หาง และมีแถบสีดำหรือน้ำตาลเข้มที่เริ่มระหว่างตา และ แผ่ขยายไปจนถึงแผ่น หลังของพวกมัน
ชูก้าไกเดอร์ มีดวงตาที่โปน และมีขนาดใหญ่ ขางลำตัวมีผังผืด ที่เหยียดจากข้อมือไปจนถึงข้อเท้าของพวกมันทั้งสองข้าง

การเลือกซื้อ
ในปัจจุบันชูก้าที่เข้ามาขายในไทยจะเป็นสายพันธ์ ออสเตเรียและ อินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันมีการผสมข้ามสายพันธืกันไปจนมั่วๆแล้ว สายออสเต เรียจะมีสีเงิน จากหน้าไปถึงหาง ส่วนอินโดจะออกสีน้ำตาลหรือส้มๆ ในการเลือก ซื้อควรเลือกซื้อชูก้าที่มีอายุ 2 เดือนขึ้นไปและเห็นว่า ทานอาหารจากหลอด ให้เห็นแล้ว เลือกตัวที่ซนร่าเริงปีนป่ายเก่งๆ แต่ปกติจะไม่เห็นเพราะชู ก้าเนสัตว์กลางคืน ตอนกลางวันจึงเอาแต่นอน ส่วนชูก้าสีอื่นๆเช่น ขาวตา แดง ส้ม หายากมากที่เข้ามาในประเทศไทยราคาตกอยู่ที่หลัก แสน ถ้าเอาเข้ามา ได้

การดูแลทั่วไป
ชูก้าไกเดอร์ เป็นสัตว์สังคม และต้องการความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจาก มันเป็นสัตว์สังคมต้องการเพื่อนเล่น คุณควรให้ความสนใจพวกมันและเล่นกับมัน บ่อย โดยการเล่นกับมันตั้งแต่เล็กจะทำให้มันติดคุณได้ และเมื่อเจอคุณอาจจะ กระโดเกาะเลยการเลี้ยงตัวเดียวไม่เป็นปัญหาถ้าคุณมีเวลาให้เค้าพอ
การอาบน้ำ ชูก้ามักจะทำควมสะอาดตนเองอยู๋เสมอเมือ่เราเห็นว่าตัวเค้ามี กลิ่น หรือ สกปรก ให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดแล้วเช็ดตามตัวเค้าก็พอแล้วครับ
การตัดเล็บ ชูก้ามักจะมีเล็บคมและเกาะเจ็บพอสมควร เราสามารถตัดเล็บ เค้าได้โดยนำกรรไกรตัดเล็บมาตัดตรงปลายๆเล็บ ระวังอย่าตัดลึกเพราะอาจโดน เส้นเลือดหรือเส้นประสาทได้ แรกๆอาจจะยากซักหน่อยเนื่องจากเค้าไม่ค่อยอยู่ เชคให้ตัดเพราะฉะนั้นต้องแอบตัดตอนนอน หรือ ตอนกินเนี่ยแหละครับดีที่สุด

ที่อยู่อาศัย
กรงที่ใส่ควรมีขนาดใหญ่และสูงพอสมควร(เน้นสูงดีกว่าครับ) และในกรงควรมี กิ่งไม้หรือที่ให้เค้าปีนป่ายอาจใส่ของเล่นลงไป เช่น กำไล กระจก ห่วง ควรมีการระบายอะกาศอย่างถ่ายเทพอสมควร หรือ ใช้ ตู้ปลาขนาด 24 นิ้วเป็นต้นไป ซึ่งกิ่งไม้หรือที่ปีบป่านจำเป็นมากสำหรับ มัน และควรมีถุงนอนหรือผ้าไว้ด้วย เพราะตอนนอนมันชอบจะไปซุกตามถุง ผ้า หรือ โพรง

อาหารการกิน ชูก้าสามารถกินอาหารได้หลายประเพศ แยกออกเป็นแมลง ผักผล ไม้ และอาหารอื่น แมลง-จิ้งหรีด หนอนนก หนอนนกนับป็นอาหารที่โปรดปรานเป็น อันมากหรือพูดได้ว่ากินเท่าไร่ก็ไม่อิ่มเราควรให้เป็นอาหารเสริมซักอาทิตย์ ละไม่เกิน 20 ตัวพอครับ ผลไม้-ฝรั่ง มะละกอ มะมม่วงสุก แตงโม กล้วย แอบ เปิ้ล แคนตาลูป และอื่นๆครับ และยังสามารถให้อาหารจำพวกต่อไปนี้ได้อีก ครับ สำหรับชูก้าตัวเล็กที่ยังต้องป้อนจนถึงชูก้าแก่ๆก็ทานได้เหมือนกัน คือ ซีรีแลคครับ ที่นิยมใช้กันคือ เนสเล่ สูตร เริ่มต้นครับ เราอาจให้ อาหาร แมว โยเกิรด์ ขนมปัง หรือเหม็ดพืชก็ได้ไม่มีปัญหาครับ

การผสมพันธ์ อายุที่หร้อมผสมพันธ์ ตัวผู้จะอยู่ที่ 8 เดือนตัวเมียจะ อยู่ที่ 1 ปีครับการดูเพศตัวเมียจะมีกระเป๋าหน้าท้องใต้ท้องแบบจิงโจ้ครับ ลองสังเกตุกันดีดีบางคนอาจผสมได้เร็วกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละตัวครับ ชู ก้าจะใช้เวลาตั้งท้องเพียงแค่16 วันและจะเลี้ยงลูกในกระเป๋าหน้าท้อง อีก 2 เดือน ซูก้าตัวน้อย จะออกมาจากตัวแม่ เพื่อเข้าถุงหน้าท้อง (เขาจะหา ทางเข้าเอง) และจะอยู่ในถุงหน้าท้องของแม่ ด้วยความปลอดภัยและอบอุ่น และจะ กินนมในถุงหน้าท้องของแม่ (ถ้าจับซูก้าตัวเมียดูที่ท้องเราจะมองไม่เห็น นม) เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ตัวเมียท้องเมื่อไร กว่าจะรู้อีกที ก็ท้อง ป่องแล้ว มีซูก้าตัวน้อยอยู่ในท้องเรียบร้อย เราจะสามารถมองเห็นซูก้าตัว น้อยเคลื่อนไหวได้จากถุงหน้าท้อง เมื่อซูก้าน้อยพร้อมที่จะออกมาดูโลก แล้ว เขาก็จะออกมาจากท้องแม่ แต่บางทีก็ยังกลับไปดูดนมในถุงหน้าท้องของแม่

*ตัวนี้เจ้าของกระทู้ก้อเลี้ยงคู่นึงเหมือนกาน น่ารักมากๆ ขนนิ้มๆ แถมตัวผู้ชอบฉี่ใส่เรื่อยเลยอ่ะ = ="*

ประวัติคอนแทคเลนส์

ในปัจจุบัน มีประชากรถึง 2% จากทั่วโลก ที่ใส่คอนแทคเลนส์ หรือประมาณ 125 ล้านคน โดยมีที่อเมริกา 28-38 ล้านคน และที่ญี่ปุ่น 13 ล้านคน ฯลฯ โดยแต่ละคนก็ใส่คอนแทคเลนส์ก็มาจากหลากหลายเหตุผล

และหนึ่งในนั้นคือ เพื่อความคล่องตัว เพราะการใส่คอนแทคเลนส์จะทำให้คล่องตัวมากกว่าการสวมแว่นตา เช่น เล่นกีฬา ฯลฯ อีกทั้งคอนแทคเลนส์ มีผลกระทบในช่วงตอนอากาศหนาวน้อยมาก และสามารถมองได้ในมุมที่กว้าง เพราะไม่มีกรอบมาจำกัดเหมือนแว่นตาจ๊ะ

น้องๆ ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์อยู่ตอนนี้ เคยทราบที่มาของเจ้าเลนส์จิ๋วมหัศจรรย์นี้หรือไม่ว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร .........อิอิ ถ้าไม่รู้ตามมาเลย ก่อนอื่น ขอบอกว่า คอนแทคเลนส์ที่น้องๆ ใช้จะต้องถูกสวมไว้ที่ตาในส่วนของคลอเนียจ๊ะ

Adolf Fick โดยเริ่มต้น ในปี 1887 Adolf Fick ได้ผลิตคอนแทคเลนส์สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยมันถูกทำมาจากกระจกสีน้ำตาล โดยเขาได้รับความรู้เกี่ยวกับดวงตาส่วนคลอเนียมาจาก Leonardo da Vinci จากหนังสือ Codex of the eye, Manual D ที่พิมพ์ในปี 1508

ส่วนความรู้เกี่ยวกับกระจกที่ของเหลวสามารถซึมเข้าไปได้และไปติดอยู่ที่คลอเนียได้ René Descartes ใช้กระจกใส แต่ความคิดนี้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ Thomas Young ก็ได้ทำการทดลองคล้ายๆกันนี้ในปี 1801

ต่อมา Sir John Herschel ได้เสนอความคิดออกมา 2 แบบ คือเรื่องเกี่ยวรูปร่างของคอนแทคเลนส์ ซึ่งควรมีลักษณะเป็นวงกลม และความคิดที่สองคือควรมีลักษณะเหมือนเจล โปร่งใสในระดับปานกลาง ซึ่งแนวความคิดทั้งสองนี้ทำให้ในปี 1929 Hungarian Dr. Dallos สามารถหาวิธีที่ดีที่สุดในการผลิตคอนแทคเลนส์ ซึ่งเขาเป็นคนแรกที่สามารถผลิตคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสำหรับใช้กับดวงตาได้

ปี 1930 ได้มีการนำ polymethyl methacrylate (PMMA หรือ Perspex/Plexiglas) มาใช้ผลิตคอนแทคเลนส์ และมีการพัฒนาต่อมาโดย William Feinbloom ได้ผลิตคอนแทคเลนส์ ด้วยการใช้พลาสติกผสมกับแก้ว

ข้อเสียสำคัญของ polymethyl methacrylate คือ ออกซิเจนไม่สามารถผ่านได้ เลนส์ชนิดนี้จะเป็นเลนส์แบบแข็ง ส่วนเลนส์แบบนุ่มถูกสร้างโดย Otto Wichterle ซึ่งสร้างมาจาก เจล ในปี 1959 และในปี 1999 ได้นำ silicone hydrogels มาผลิตทำคอนแทคเลนส์ เพราะเลนส์ชนิดนี้ออกซิเจนสามารถผ่านได้และใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้จ๊ะ